วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สรุปคำบรรยายมรดก ของอาจารย์หม่อม ตอนที่ 2

วรรคแรก คำถามแรกผู้ประกัน ชีวิตคือใคร คำตอบ นายก ไปประกัน พูดง่ายๆ เป็นการประกันชีวิตของผู้ประกันเอง ระบุเลยว่าถ้าตาย ให้ตกแก่ทายาท ขีดเส้นเลยกฎหมายระบุไว้ชัดเป็นทายาท ที่สำคัญไม่ได้ระบุเจาะจงในหลักกฎหมายว่าต้องเป็นทายาทคนใด

ถ้าเป็นกรณีเรื่องนี้ ขีดเส้นคำว่าสินทรัพย์ ไม่ใช่ทรัพย์สิน นั่นคือตัวบท คำว่าสินทรัพย์หมายถึงทรัพย์สิน รวมทั้งทรัพย์ที่อาจบังคับชำระหนี้ จึงใช้คำว่าสินทรัพย์ ดังนั้นเมื่อนาย ก ตายได้เงิน 1 ล้านบาท เรียกว่าสินทรัพย์

ดูวรรคสองคล้ายกับวรรค 1 แต่ ลองหาจุดแยกสิ คือได้มีการระบุทายาทไว้โดยเฉพาะ ว่าถ้าตายให้ตกแก่ 1 หรือ 2 หรือ 3

และข้อแตกต่างคือ เบี้ยประกันให้ถือว่าเป็นสินทรัพย์

คำตอบไม่ใช่มรดก เงื่อนไข มาตรา 1600 คือคำตอบ เพราะเงินจำนวนนี้ได้มาจากเงื่อนไขแห่งความตาย มันจึงไม่ใช่มรดก

เปิด มาตรา 1734 เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น คือคำตอบ

897+ 1637 + 1638 +1601



การตอบของนักศึกษาสมบูรณ์ไม่มีการหักได้เลย เอา ไป 9 คะแนน 1470 อันนี้เป็นหน้าที่ของอาจารย์แล้วนะ

คำถามว่าอะไรเป็นสินส่วนตัวสินสมรสให้ดูตอนไหน ศาลบอกให้ดูขณะเป็นสามีภริบากัน

625 ก็เป็นมาตรฐานว่ามีการแบ่งทรัพย์สิน ก่อน แล้วจึงตกไปสู่ทายาท

อีกประเด็นคือมีเงินชดเชย กองทุนเลี้ยงชีพ เพื่อนช่วยเพื่อน จะเรียกอะไรไม่สำคัญ สำคัญว่าเงินเหล่านี้ได้มาเนื่องจากการตายหรือไม่ เมื่อได้มาเนื่องจากความตายจึงไม่เป็นมรดก

มันจะเรียกอะไรไม่ต้องไปสนใจสนใจแค่ว่าได้มันมาได้อย่างไร

ดูฏีกาสามฏีกาเรื่องดอกผล เคยมีมาแล้วว่าดอกผลของทรัพย์มรดก เป็นมรดกหรือไม่ ก็จะหาคนเข้าใจเนื้อแท้ไม่ได้

โดยเฉพาะเรื่องสุกรพ่อ สุกรแม่ นายสนั่น มีเมียชอบด้วยกฎหมาย เป็นผัวเมียชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมีย ตายฏีกานี้ไม่เป็นประเด็นแล้ว คือ ได้ส่วนแบ่ง เมีย หนึ่งส่วน ผัวสองส่วน ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า แปลว่าเปลี่ยนอีกไม่ได้แล้ว ต้องเป็นอย่างนี้ หรืถือ่าคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

มันเกิดเรื่องคือนายสนั่นที่มีส่วนนั้นตายไป ปรากฏหว่าตายแล้วไปขายหมูได้เงินมาหนึ่งก้อน มีปัญหาว่าเป็นมรดกหรือไม เป็นดอกผลของสุกรพ่อสุกรแม่หรือไม่

ก็ได้คำตอบว่าเป็นมรดกในชั้นต้น ศาลฏีกาดูเผินๆเหมือนยืน แต่ความจิง ศาลมองว่าไม่เป็รมรกป็นกรรมสิทธิรวม

บางตำราบอกช่วงทรัพย์ บางตำราบอกเป็นมรดก แต่ย้ำอีกครั้งว่าใม่ใช่มรดกอย่าเผลอตอบเป็นอันขาด

370/2506 ลูกสุกรเกิดจากสุกรพ่อและสุกรแม่ซึ่งเลี้ยงไว้ในระหว่างเจ้ามรดกยังมีชีวิต อยู่แต่เกิดเมื่อเจ้ามรดกตายแล้วลูกสุกรและเงินที่ขายลูกสุกรได้ก็เป็นสิน สมรสระหว่างเจ้ามรดกกับภรรยาส่วนของเจ้ามรดกตกเป็นมรดก ทายาทมีส่วนแบ่งในสุกรพ่อและสุกรแม่อย่างไรก็มีส่วนแบ่งในลูกสุกรหรือเงิน ที่ขายได้อย่างนั้น

แม้จะขายลูกสุกรเหล่านี้ไปหลังจากเจ้ามรดกตาย 2 ปีเศษทายาทก็มีสิทธิขอแบ่งมรดกตามราคาที่ขายได้ (ไม่ใช่ตามราคาของลูกสุกรเมื่อแรกเกิด) ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรจนกระทั่งขายไปนั้น ทายาทผู้เป็นเจ้าของรวมต้องช่วยกันออกตามส่วนของตน ในเวลาแบ่งเจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้เอาส่วนซึ่งจะได้แก่ลูกหนี้ ชำระหนี้เสียก่อนก็ได้ ทายาทที่อ้างว่าตนออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรคนเดียว เมื่อถูกทายาทอื่นฟ้องขอแบ่งมรดกเงินค่าขายสุกรชอบที่จะขอหักค่าใช้จ่ายนี้ มาในคำให้การ

คนตัวเล็ก
14 November 2009, 17:38
มาตรา 1336 กรรมสิทธิ์รวม 1360 วรรค 2 1362 1745 คือคำตอบที่แก้จริงของหลักนี้คือกรรมสิทธิ์ร่วม

มีฏีกาที่น่าออกแล้วสองสมัยแต่

8485/2544 *****

รายได้จากการกรีดยางที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความ เป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อนขอแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกและศาลฎีกาได้ พิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์โดยที่ดินดังกล่าวเป็นสวน ยางพารามีรายได้จากการกรีดยางตั้งแต่ขณะโจทก์ฟ้องคดี ก่อนซึ่งจำเลยได้เอาไว้เป็นประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้ จำเลยส่งมอบรายได้จากการกรีดยางดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 มันดังเกินไปเลยหลบมาสองสมัยแล้ว

นึกภาพผมเป็นเจ้าของสวนยางกรีดยางอยู่สม่ำเสมอ มีลูกคนที่หนึ่ง และคนที่สอง ศาลให้คนที่หนึ่งมีสิทธิ เจ็ดส่วน อีกสามส่วนได้แก่นายสอง ยุติตรงนี้เวลาไปทำคำตอบอย่าไปยุ่งเลยใส่ไปเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ....

พอตายแล้วสวนยางก็ดำเนินงานเสมอ ได้ผลประโยชน์มาหนึ่งแสนบาทเป็รนมรดกหรือไม่ สิ่งแรกที่ต้องบคือน้ำยางนั้นเป็นดอกผลธรรมดา ก็เกิดปัญหาว่าไอ้หนึ่งแสนบาทจแบ่งมันทำไม

และย้ำว่าได้มาหลังจากเจ้ามรดกตายจึงไม่ใช่กองมรดกใช่หรือไม่ จะมาแบ่งเท่ากันไม่ได้ เราเรียนมาแล้ว

ศาล ฏีกาบอกเลยว่า กำหนดส่วนเท่าไหร่ ก็ได้ เท่านั้น ในฐานะกรรมสิทธิ์รวมเหมือนฏีกาเมื่อสักครู้เรื่องลูกสุกร

ถ้าตอบข้อสอบต้องตอบอย่างไร

ถ้าบิดข้อเท็จจริงไปว่าถ้า 1 ตาย 1 มีมรดกเท่าใด เมื่อสักครู่พ่อหนึ่งตายใช่หรือไม่

ถ้าตอบอย่างนี้ต้องให้หนึ่งเป้นศูนย์กลางเลย ถ้าออกฏีกาว่าหนึ่งซื้อล็อตตารี่ สิบบาท ซื้อเสร็จตาย วันรุ่งขึ้นได้สองล้าน ก็เป็นมรดก คำตอบ เป็น เพราะเป็นการช่วงทรัพย์ ต้องดูสองคือคำตอบ จะเอาฏีกานี้มาไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ดอกผล ฉะนั้นข้อแรก เงินล็อตเตอรรี่เป็นมรดก

ข้อสอง แล้วเงินกรีดยาง ก็ได้ หนึ่งตาย แบ่งตามส่วนฉะนั้น เจ็ดหมื่นนี้เป็น ทรัพย์มรดกของหนึ่ง

ย่อหน้าตอบเลย ว่าเงินล็อตเตอร์รี่เป็นการช่วงทรัพย์ เป็นมรดกของหนึ่ง

เงินเจ็ดหมื่นเป็นดอกผล มาฏีกาอีกอันหนึ่ง

678-680/2535

ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 เมื่อผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วม กันกับโจทก์ที่ 1โรงแรมจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 109 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นสินสมรส เงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่ กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตาย ถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความ เป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111และมาตรา 1360 และเมื่อเงินดังกล่าวมิใช่มรดกของผู้ตาย แม้ทายาทคนหนึ่งปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ ทายาทคนนั้นก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

เป็นเรื่องดอกผลนิตินัย เจ้าของโรงแรมตาย ค่าเช่าเป็นดอกผลนิตินัยใช่หรือไม่ ก็ใช่ใช้หลักดอกผลเช่นกัน เมื่อไม่ใช่มรดก แม้ยักย้ายก็ไม่ถูกกำจีดตามมาตรา 1605 ระวังนะครับไม่ได้ออกมานานแล้วจึงเรียนมาเพื่อทราบ 1605-1609

บอกอีกอันก็ได้เรื่องพระ ไม่เคยมีออกเลย คนออกข้อสอบคงไกลวัดก็เลยไม่ออกเลย สามฏีกานี้ ฏีกาเรื่องสุกรออกผู้ช่วยแล้ว แต่สองฏีกาหลังเรื่องกรีดยาง สวยมากกกกกก แต่มันดังไปเลยยีงไม่ออก

2259/2529

ของขวัญที่เป็นของใข้ในครอบครัวซึ่งญาติและเพื่อนของคู่สมรสมอบให้เนื่องใน วันสมรสนั้นผู้ให้ย่อมมีเจตนาที่จะให้คู่สมรสได้ใช้สอยเมื่ออยู่ร่วมกันถ้า ไม่ปรากฏว่าผู้ให้รายใดได้แสดงเจตนาไว้เป็นพิเศษว่ามอบให้แก่คู่สมรสฝ่ายใด โดยเฉพาะแล้วแม้จะเป็นของที่มอบให้ก่อนวันแต่งงาน1วันก็ตามก็ถือได้ว่าเป็น ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสตกเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา1474(1). ของใช้ในครอบครัวแม้จะเป็นของขวัญวันแต่งงานหรือเป็นของที่ซื้อมาหลังการ สมรสแล้วก็ตามก็เป็นสินสมรส. เข็มขัดทองซึ่งเป็นของหมั้นให้แก่โจทก์นั้นเมื่อจำเลยได้ใช้ให้บุคคลภายนอก ไปเอาคืนมาจากบิดาโจทก์จำเลยก็ต้องรับผิดคืนให้แก่โจทก์ด้วย.

ฏีกานี้เคยออกข้อสอบสมัย 57 หรือ 58 ไม่แน่ใจ เป็นฏีกาที่ประหลาดที่สุดตอนที่ออกสอบ ลืมนึกไปว่าขัดตัวบทชัดๆแต่เคยออกไปแล้ว

เจ้าบ่าวเจ้าสาว พ่อแม่ให้ก่อนวันจดทะเบียนสมรส โดยพูดว่าให้เอาไปใช้ในครอบครัว ในคำบรรยายก้บอกว่าใช้ในครอบครัว ไอ้สิ่งที่ให้นั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

ตกม้าตายมายังจำภาพตัวเองได้เลย

ดูให้ตอนไหน เปิดตัวบทซะเดี๊ยวพลาด จดไปนิดหนึ่ง กาดอกจันทร์ที่ มาตรา 1504 การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1448 ผู้มีส่วนได้เสียขอให้เพิกถอนการ สมรสได้ แต่บิดามารดาหรือผู้ปกครองที่ให้ความยินยอมแล้วจะขอให้เพิกถอนการสมรสไม่ได้

ถ้าศาลมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรสจนชายหญิงมีอายุครบตามมาตรา 1448 หรือเมื่อหญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบตามมาตรา 1448 ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส

ด้วย

ศาลฏีกามองว่าเป็นสินสมรส ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส มันเกิดเหตุแล้ว ตาย หย่า ศาลเพิกถอนการสมรส ต้อง 1533 แบ่งคนละครึ่ง เอาสองหาร

แต่ถ้าเป็นสินส่วนตัวเช่นของหมั้นไม่ต้องแบ่ง 1533 อีก

ดูอีกอันหนึ่ง 2039/2522

ในระหว่างสมรสของโจทก์จำเลย จำเลยได้ที่ดินโฉนดที่ 4084และ 4198 โดย ผ. ยกให้โดยเสน่หาระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวกับได้ที่ดินโฉนดที่ 5191 โดย ผ. ทำพินัยกรรมยกให้และระบุให้เป็นสินส่วนตัวเช่นเดียวกัน ต่อมา ล. อ้างว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของ ผ. แต่เป็นของภรรยาซึ่งเป็นบุตรของ น. และฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งกับแจ้งความกล่าวหาจำเลยทางอาญาหลายคดี ในที่สุด ล. กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาตามยอมมีใจ ความสำคัญว่า ให้จำเลยได้ที่ดินโฉนดที่ 1176 และให้ ล. ได้ที่ดินโฉนดที่ 5191 ส่วนที่ดินโฉนดที่ 4198 และ 4084 นั้น จำเลยตกลงโอนให้ ล. โดย ล. ต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้ 3
,100,000 บาท ดังนี้ต้องถือว่าที่ดินโฉนดที่ 4084 และ 4198 กับโฉนดที่ 5191 เดิมเป็นที่ดินที่จำเลยได้รับมาเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ ล. ดังกล่าว ก็เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับ ล. ในคดีนั้นซึ่งมีประเด็นเพียงว่าที่พิพาทเป็นของ ผ. และ ย. มีอำนาจยกให้จำเลยหรือไม่เท่านั้นไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะของทรัพย์ ยังต้องถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยอยู่นั่นเอง และเมื่อจำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวทั้งสามแปลงนั้น ให้แก่ ล. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้จำเลยได้มาซึ่งที่ดินโฉนดที่ 1176 กับมีสิทธิได้เงินค่าตอบแทน 3,100,000 บาท ก็ต้องถือว่าที่ดินและเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเข้ามาแทนที่ที่ดินทั้งสามแปลง อันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการขายหรือแลกเปลี่ยนตามนัย แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465(1) ดังนั้น ที่ดินโฉนดที่ 1176 กับเงินค่าตอบแทน 3,100,000 บาท ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยไม่

อาจารย์มีหมายเหตุฏีกาด้วย

ว่าสินส่วนตัวเปลี่ยนไปโดยแลกกับที่ดินแปลงอื่น เป็นสินอะไร คำตอบเป็นสินส่วนตัว 1472 คือคำตอบ กาดอกจันทร์ไว้

489/2486

ป็นสามีภรรยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5แต่ตายจากกันเมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้วต้องแบ่งสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย แต่แบ่งมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6

ในชั้นฎีกาผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลเฉพาะในทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นฎีกา ไม่ต้องเสียในทุนทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้โจทก์แล้ว



เป็นสามีภริยาก่อนใช้ ปพพ แบ่งทรัพย์สินอย่างไร อันนี้สำคัญ คำตอบ ต้องเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย คือ เรื่องสมรสต้องใช้ระหว่างสมรส แต่เรื่องมรดกตายตอนไหนใช้กฎหมายตอนนั่น

561/2510

ผู้ตายมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อน ต่อมาภริยาได้แยกร้างไปอยู่ต่างหากโดยมิได้หย่าขาดจากกัน โจทก์ผู้ตายจึงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์กับผู้ตายได้ช่วยกันทำมาหากินโดยภริยาเก่ามิได้มาร่วมปะปนด้วย โจทก์ได้นำทรัพย์ของโจทก์มาให้ผู้ตายหาดอกผล และได้ทำการค้าขาย ช่วยผู้ตายเก็บค่าเช่าดังนี้ ถือได้ว่าผู้ตายและโจทก์ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นเจ้าของร่วมและมีส่วนเท่ากัน เมื่อผู้ตายตายภรรยาเก่าจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์ส่วนที่เป็นของภรรยาใหม่แต่ อย่างใด

สามีภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายฝ่ายหนึ่งตายต้อง แบ่งทรัพย์สินที่มีอยู่อย่างไร คำตอบ จี้ไปเลยว่าทรัพยืสินนั้นๆทำมาหาได้ร่วมกันหรือไม่

ตรงนี้ทำให้คนตรวจข้อสอบ รู้ว่าเราทราบแล้ว

เปิดตัวบท 1734 1737 สองมาตรานี้ 1601 รวมกันว่าเจ้าหนี้กองมรดกชอบที่ได้รับชำระหนี้จากกองมรดกแล้ว 1737 เจ้าหนี้ฟ้องทายาทคนใดก็ได้ แต่ ใน1737 มีคำว่าผู้จัดการมรดกอยู่ด้วย ถึงตรงนี้ขออธิบายไปเลย

1711 ถ้าใครดูตัวบทเผินๆ ผู้จัดการมรดกมีกี่ประเภท เป็นข้อสอบปีที่แล้ว คำตอบ 2 ประเภท พินัยกรรมกับที่ศาลตั้ง 1713 มีการร้องต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดก ออกสอบปีที่แล้วเลยว่าใครมีสิทธิร้องขอ

1. ทายาท ว่าเขาขอให้คนนั้นคนนี้เป็นผู้จีดการมรดก จะเป้นทายาทโดยธรรมก็ได้ หรือทายาทโดยฐานะผู้รับพินัยกรรมก็ได้

2. ผู้มีส่วนได้เสีย ปีที่แล้วออกตรงๆเลยว่าคือใคร ที่ออกสอบว่าตกเป็นของแผ่นดิน ไม่มีทายาทเลยถามว่าเจ้าหนี้ ร้องขอตาม 1713ได้หรือไม่ ก็ออกไปว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงร้องขอได้

แต่ตั้งแต่ปี 42 มีอีกประเภทหนึ่งคือ ทายาทตกลงกันให้ใครเป็นผู้จัดการมรดกก็ได้

เขาไม่ร้องขอต่อศาล ทั้งหมดทุกคนก็ตกลงกันให้ อาจารย์หม่อมเป็นผู้จัดการมรดกดีไหม สอนมรดกมานานลงรู้ ทั้งๆที่ไม่อยู่ใน 1711 เลย อาจารย์หม่อมก็เป็นผู้จัดการมรดกได้

ถ้าผุ้จัดการมรดกเบี้ยว หรือ ยักยอก ถ้าทายามเป็นผู้ตั้ง ใข้หลัก ตัวการตัวแทน

ผิดกับศาลตั้งผิดกับพินัยกรรม ออกเนฯไปแล้วอาจจะพรวดไปสอบผู้ช่วยได้ และรุ่นนี้ใครจบวาสนาดีได้สอบผู้ช่วยทันที

ศาลตั้งกับพินัยกรรมมีบทโดยเฉพ่ะ 1713 ต่างกับ 1718 อย่างไร

1718 เป็นคุณสมบัติของผู้เป็นผู้จัดการมรดก ต้องอยู่ในกฏเกณฑ์อย่างหนึ่ง ส่วน 1713 คือผู้ที่จะมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้ง ชายตาดูคำถามให้ดีว่าเขาออกเรื่องอะไร

บางอย่างขอกระโดดข้ามให้รู้ไว้ อะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว มีประมวลกฏหมายแพ่งหลายมาตรา

เฉพาะตัว 446 532 การให้ 584 *** จ้างแรงงาน ถ้านายจ้างตายสัญญาจ้างระงับหรือไม่ คำตอบ สาระสำคัญ 584 คู่กับมาตรา 606 อันนี้ไปทบทวนนิดหนึ่ง ข้อสอบ สมัย 57 เปิดตัวบท 1439 อันนี้ยังต้องสนใจต่อไปเป็นเรื่องการหมั้น

1439 ผิดสัญญาหมั้น ดูตัวบทดีๆ เห็นชัดว่าถ้ามีการผิดสัญญาหมั้นเขาเรียกค่าสินไหมทดแทนใช่หรือไม่ เขาเรียกว่าค่าทดแทน ได้ ขีดเส้น ละเมิดใช้คำว่าค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าเป็นเรื่องหมั้นใข้คำว่าค่าทดแทน 1439 โยง 1440 1447 วรรคสอง สามมาตรานี้โยงซึ่งกันและกัน ว่าค่าทดแทนเหล่านี้ตกเป็นมรดกได้หรือไม่ คำตอบดู 1440 ไม่ตกเป็นมรดก ยกเว้น 1440 (2 ) ****** ตกเป็นมรดก

มาดูอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการเช่า การเช่า หลักผู้ให้เช่าตายมรดกตกทอดหรือไม่ ผมให้เช่าที่ดิน ผม ตาย ลูกผมต้องผูกพันหรือไม่ ด้านผู้ให้เช่าตกเป็นมรดก เพราะเป็นหน้าที่เป็นหนี้ไม่เป็นการเฉพาะตัว

แต่ถ้าเป็นด้านผู้เช่าก็ระงับ

ผู้ออกข้อสอบกรรมเข้าใจง่ายก็เลือก

แต่มีฏีกาหลายฏีกา เรื่องสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญยาเช่าธรรมดานั้น เป็นมรดกตกทอดเพราะ ว่า เป็นการรับภาระเพิ่มขึ้นซึ่ง เป็นมรดกด้วย 537

ฎ.5770/2539

โจทก์เช่าอาคารเฉพาะชั้นที่1ถึงชั้นที่6จากจำเลยในอัตราค่าเช่าเดือนละ 200
,000บาทต่อมาโจทก์ได้ปรับปรุงอาคารที่เช่าให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเพื่อ ใช้เป็นห้องพักและสำนักงานสิ้นค่าใช้จ่ายไป6,000,000บาทและจะต้องชำระค่า เช่าให้จำเลยอีกเดือนละ200,000บาททั้งตามข้อสัญญาระบุว่าบรรดาสิ่งที่ผู้ เช่าได้นำมาตกแต่งในสถานที่เช่าถ้ามีลักษณะติดตรึงตรากับตัวอาคารแล้วผู้ เช่าซื้อจะรื้อถอนไปไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้ เช่าการปลูกสร้างหรือดัดแปลงต่อเติมที่ผู้เช่าได้กระทำขึ้นนั้นต้องตกเป็น กรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นในการลงทุนปรับปรุงอาคารพิพาทประกอบกับข้อ สัญญาดังกล่าวบ่งชี้ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่าง ตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

ผู้เสียหาย ตาย ทายาทถอนคำร้องทุกข์ได้หรือไม่ อันนี้ต้องใช้ความรู้วิอาญาได้ สิทธิในการร้องทุกข์เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถอนคำร้องทุกข์ได้เพราะเป็นมรดกตกทอดได้ เพราะเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน

1598/29

มาตรา 1600 ที่มีว่าภายใต้บังคับ มีหลายมาตรา แต่ยังไม่ได้อธิบาย ชอบออกการรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิการรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานนะ ทายาทโดยธรรม 1627 บุตรบุญธรรมรับ มรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้

1598/20 บุตรบุญธรรม 1.ไม่มีคู่สมรส 2. ไม่มีผู้สืบสันดาน ถามว่าถ้าบุตรบุญธรรมตายก่อน ผู้รับบุตรบุญธรรมถามว่าเกิดสิทธิอะไร

ขีดเส้น มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์ที่ตนให้คืนได้ อันนี้คนละเรื่องกับเรื่องการเรียกคืนการให้โดยเหตุเนรคุณ

ระวัง 1598/30 อย่าไปเผลอตอบ 531 ซวยเลย

อีกอันหนึ่ง วิแพ่งมาตรา 42 รับมรดกความไม่ใช่การรับมรดกนะ ทายาทของคู่ความฝ่ายผู้ตายต้องเข้ามาภายใน 1 ปี ไม่ใช่มรดกเป็นบทบัญญัติเฉพาะ วิแพ่ง 271 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา

ถ้าเจ้าหนี้ตายใครจะบังคับคดี คำตอบ 1600 ทายาทของเจ้าหนี้ อย่ามั่วถ้าวิแพ่ง 42 เป็นเรื่องคดีความ แต่ 271 เป็นทายาทของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

เปิดตัวบท 1599 วรรค 1 ไล่ภาพ เวลาผมเรียกจะไล่ภาพ

1.มรดกตกทอดเมื่อใด 1599 วรรค 1 เมื่อเจ้ามรดกตาย

2.มรดกจะตกทอดแก่ใคร ถ้าเป็นมรดกจะถูกกำกับ ทายาทโดยธรรม 1603

ทายาทโดยธรรมอาจารย์เคยโยงแล้วมีกี่มาตรา 1629 นอกจากนั้นแล้วยังมีกรณีผุ้สืบสิทธื 1615 วรรคสองเป็นเรื่องสละมรดกแล้วตกทอด หรือคือสืบสิทธิไปสู้ผู้สืบสันดาน ( ไม่มีคำว่าโดยตรง )

ทายาทโดยธรรม มีมาตราอะไรอีก 1639 ไปท่องให้ได้เลยเรียกว่าการรับมรดกแทนที่กัน เน้นการรับมรดกแทนที่กัน 1639 1642 1643 และขีดเส้น 1643 ว่าต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง ไม่เหมือนกันนะ ต่างแค่คำว่าโดยตรงเนี่ย เข้าห้องสอบต้องนึกถึงทายาทพวกนี้ให้หมด

ทายาทโดยธรรมอยู่ที่ข้อสอง 1603 วรรค 2 กับ วรรค 3

คำว่าตายคืออะไร ********

1.ตายโดยธรรมชาติ ธรรมดามากไม่ได้เรียนแพทย์ไม่ต้องอธิบายลึก

2.ตายโดยกฎหมายสมมุติ **** อันนี้ต่างหากที่สำคัญกับกฎหมายมรดก

1602 วรรค 1 เป็นการตายประเภทที่สอง มีปัญหามาก ย้ำการตายประเภทนี้เพราะศาลสั่งให้เป็นคนสาปสูยอยู่ที่มาตรา 62 ย้ำ เพราะศาลสั่ง ถือว่าตายแล้ว

ดุมาตรา 61 ทำไมศาลจะสั่งสาบสูญก็เพราะสองกรณี จากไปจากภูมิลำเนา 37
47 ไม่มีใครเห้นเลย ไปมาตั้ง 5 ปี แล้ว อาจารยืหม่อมมีสิทธิร้องเป้นคนสาบสูญได้

ตัวอย่างง่ายๆครบ 5 ปี 1 ม.ค. 52 อาจารย์มีสิทธิโดน

ดูมาตรา 61 วรรคสอง มีอยู่สามวงเล็ก กรณีเช่นนี้กฎหมายเหลือ 2 ปี

ขณะนี้อาจารย์หม่อมยังไม่สาบสูญตาม 1602 เพราะศาลยังไม่สั่ง มรดกยังไม่ตกทอด จะตกทอดก็ต่อเมื่อศาลสางเป็นคนสาบสูญ อัยการหรือทายาทต้องร้องขอต่อศาลให้เป็นคนสาบสูญ

วิแพ่งมาตรา 55 ไม่ทะเลาะกับใครต้องใช้คำว่าร้องขอ

พวกญาติผมก็อยากรับมรดก ลูกผมเลยร้องขอต่อศาลว่าไม่รู้ไปไหน ก็ร้องขอต่อศาลตามมาตรา 61 ศาลสั่งวันนี้ 8 มิ.ย 52 มรดกตกทอดยัง คำตอบ ตกทอดแล้ว เพราะเข้า องค์ประกอบ 5 ปีก็แล้ว ร้องขอก็แล้ว ศาลสั่งแล้ว

จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ มรดกของอาจารยืหม่อมตกทอดเมื่อวันไหน 8.มิย 52 หรือ 1.ม.ค52 ครบ 5ปี หรือ 1.ม.ค 47 ที่ออกจากบ้านไป คำตอบ ย้อนไปวันที่ครบ 5 ปี 1.มค.52 ******** ย้ำหนักๆไม่ใช่วันที่ศาลมีคำสั่งสาบสูญแต่เป็นวันที่ครบกำหนด 5 ปี หรือ 2 ปี ถามว่าที่พูดมาอะไรมายันคำตอบ มาตรา 61 62 นั่นเอง

เอาหล่ะ หากอาจารย์หม่อม ดู 63 วรรค 1 ศาลสั่งสาบสูญ 8 มิ.ย 52 แบ่งมรดกไปแล้วหมด อาจารย์หม่อม เบื่อกลับมา ไม่ได้ตายจริง หรือ ตายแต่ไม่ได้ตายวัน ที่ 1 ม.ค.52 ตายผิดเวลาไป ทำอย่างไรหล่ะ มรดกก็แบ่งไปแล้ว

คำตอบ เขาบอกว่าให้มีการเพิกถอนคำสั่งสาบสูญนี้น เมื่อเพิกถอนแล้วก็ไม่มีก็ต้องถือวันที่ตายจริงก็ต้องถือวันที่มรดกตกทอด นั้นแหละ เพิกถอนแล้วที่ให้ไป เป็นยังไง

ก็ให้นำเรื่องของลาภมิควรได้มาใช้ สุจริตแค่ไหนก็คืนแค่นั้น

เปิดตัวบท 1516 ศาลสั่งการสาบสูญดู 1501 ด้วย ล

ศาลสั่งสาบสูญไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด จากไป 5 ปี เมียว้าเหว่ ก็ยังเป็นเมียผม อยากไปแต่งงานใหม่ ก็ 1516 ใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าสิ

ทางมรดกตกทอดแต่ทางครอบครัว 1501 เป็นคำตอบ จะเป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาก็ ตาย หย่า ศาลเพิกถอน

เพื่อความสมบูรณ์จริงๆเมื่อสามปีก่อนเกิดเหตุการณ์ ซึนามิใช่หรือไม่ ข้อสอบออกมาต้องเปนหกจังหวัดที่ได้รับผลซึนามิเท่านั้น
…………………………………………………………………………………………………



เป็นอันจบต่อไปนี้จดใส่กระดาษไว้

ฏีกาใหม่เอี่ยมของปี 51

1854/2551

ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือน กับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิ ได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาผู้ตายจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัคค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

อันนี้อธิบายว่าอะไรคือคดีมรดกเพื่อรองรับ

ฏีกา 2102/2551 ฏีกานี้แรงมาก การทำพินัยกรรมแบบเขียนเองกับธรรมดา
ค้นไม่พบ

1397-1399/2551 วินิจฉัย 1629 ( 4 ) กับ ( 6 ) ว่าพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา ให้ถือตามความเป็นจริง

6671/2551 *** อันนี้อาจารย์ชอบมาก วินิจฉัย 1750 วรรค 1 เกี่ยวกับการแบ่งมรดกการปันมรดก บอกว่าให้ระวังใช้กับสละมรดก 1612 1613 กาดอกจันทร์เลย

สับสนการแบ่งปันมรดกกับสละมรดกเป็นอย่างไร

6306/2551 หนี้ร่วมคืออะไร 1490 (1 )

6829/2551 เป็นฏีกาสุดท้ายก็วินิจฉัย 1490 หนี้ร่วมเช่นกัน

ฏีกาเด่น
2259/2529***ของขวัญที่ให้ใช้ในครอบครัว เป็นข้อสอบสมัย 57 หรือ 58

5736/2534

2039/2522

489/2586

413/2506

561/2510*******

5750/2533

370/2506 ออกสอบแล้ว

678/2535

8485/2544 กรีดยาง ย้ำดอกผลของทรัพย์มรดก

2401/2515 คำว่าเสมือนมรดกหมายถึงอะไร

4714/2542 ฏีกาของอาจารย์ประสพสุข

และ 3208/2538

477/2514

1209/2549

3208/38

477/14

1212/49

สามฏีกานี้ 433 วรรค 1 ค่าปลงศพ

1602/2548 ฏีกาคำมั่นเผื่อออกเรื่องเช่า

ตอนนี้ยังไม่ได้อธิบาย มาตรา 1622 -1623 เพื่อวันนี้มีเหตุจำเป็นเรื่องพระ 1622 -1623

1064/2532

903/2536

997/2540

1648/2492

คราวหน้าพูดเรื่องนี้ เนฯบอกว่าคำอธิบาย สีชมพูครั้งที่ 15 มิ.ย ไม่เลื่อน

คนตัวเล็ก
14 November 2009, 17:38
ครั้งที่ 4 . (การตกทอดแห่งกองมรดก ทายาทโดยธรรม 15/06/09)
ในระยะนี้วันจันทร์มาแน่นอน มีเรื่องปรับทุกข์เบื้องต้นแบบกันเอง เวลาอาจารย์บรรยายมีนักศึกษาอัดเทปแล้วเอาไปให้เพื่อนฟัง ลูกเมียฟังด้วย ความเสียหายเริ่มมาต่อว่า ว่ามีคำไม่สุภาพได้อย่างไร เช่น เพี้ยนเป็นบ้า เก่งเป็นเป็นบ้า ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องบรรยายกาศในห้องเรียน นักศึกษาที่อัดเสียงแล้วไปเปิดฟังโดยมีผู้อื่นฟังอยู่ด้วยก็ช่วยอธิบายให้ เข้าใจตรงจุดนี้ด้วยนะครับ

อีกเรื่องที่อาจารย์เน้นมากในครั้งที่แล้ว คือ มาตรา 1602 เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดั่งระบุไว้ในคำสั่งที่สั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 63 แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับแก่ทายาทของบุคคลนั้น

มรดกตกทอดเมื่อศาลสั่งเป็นคนสาบสูญที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 61 ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้

ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี

(1) นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว

(2) นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป

(3) นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น



มาตรา 62 บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา 61

และลาภมิควรได้ ก็มีนักศึกษาบอก งง เพราะกระโดดไปมา คำตอบด้วยความเป็นธรรม ว่ามันต้องอธิบายอย่างนั้น เพราะว่า มาตรา 1602 กล่าวถึงมาตรา 62 จริงๆ เรียนระดับเนฯแล้วครับ อาจารย์พูดว่าเป็นปัญหาที่น่าสนใจ ว่ามรดกจะตกทอดวันใด ก็ได้ย้ำว่าต้องเป็นกรณี 61 วรรค 2 หรือ 62 แล้วแต่กรณี

ตรงนี้สำคัญที่สุด ไปฟังเทป แล้วคิดว่าอาจารย์เก่งข้อสอบ แต่ย้ำอีกครั้งอาจารย์บอกว่า สวยแต่ไม่น่าเป็นข้อสอบได้

บุคคลสาบสูญ มรดกตกทอด ได้หวนมาในมาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1)สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้*(แก้ไข 12 กันยายน 2550)

(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ

(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิด การกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยและ การเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือ เดือนร้อนเกินควรอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสาม ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือ ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรค มีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา 1517 เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) และ (2) ถ้าสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้เหตุฟ้องหย่า ตามมาตรา 1516 (10) ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

ว่าในเรื่องครอบครัวนั้น ถามว่าการสาบสูญทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวสิ้นสุดหรือไม่ อันนี้แหละปัญหา เพราะ 1516 ( 5 ) มันเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าเท่านั้น

เปิด มาตรา 1501 การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน สิ การสมรสสิ้นสุดลง เพียง 3กรณี ตาย หย่า ศาลเพิกถอนการสมรส โยงไปที่มาตรา 1533 เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน

เมื่อ ศาลสั่ง การสมรสไม่สิ้นสุด ถามว่าจะแบ่งสินสมรสได้อย่างไร เพราะมาตรา 1533 บอกจะแบ่งสินสมรสได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง

ดังนั้นถ้าหากข้อสอบออกเรื่องการสาบสูญ อย่าไปโยงมาตรา 1533 เลยนะครับ

พยายามอ่านหนังสือ มาล่วงหน้าด้วยจะง่าย นี่คือการเกริ่น

วันนี้สำคัญมาก 1629
1638

เป็นเรื่องการแบ่งมรดก ถ้าแบ่งไม่เป็นหรือจำไม่ได้ ก็สอบวิชานี้ไม่ได้เลย

จะพูดให้สั้น และเรียงลำดับ ดังนี้

1.เปิดมาตรา 1599 วรรค 1

มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

ดูมาตรา 1501 กฎหมายเริ่มบังคับแล้ว

เริ่มตกทอดแก่ทายาททิ้งไว้แค่นี้

ก็มีปัญหา ข้อ 2 คือคำว่าทายาทตามกฎหมายมรดกคืออะไร คำตอบอยู่ที่มาตรา 1603

มาตรา 1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม

ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า "ทายาทโดยธรรม"

ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม"

คือ ความเป็นเครือญาติเรียก ทายาทโดยธรรมนี่คือศัพท์กฎหมาย ทายาทโดยธรรม หลักอยู่ที่มาตรา 1629

มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

มี 1.ที่เป็นญาติ แบ่งเป็น 6 ประเภท อย่าตอบเฉยๆว่าทายาท ต้องตอบเต็มๆ ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ


ประเภทที่ 2 คือ ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส หมายถึงทายาทที่จดทะเบียนสมรส

ถ้าอยู่กินเฉยๆไม่มีสิทธิมาใช้ 1629 วรรค 2 เลย คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635



พอเข้าใจตรงจุดนี้ แล้ว นอกจาก 1629 แล้วมีมาตรา อะไรอีก 1615 วรรค 2พูดซ้ำหลายครั้ง เหมือนมีอะไรเป็นนัยๆ****** ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมเช่นมีการสละมรดกเกิดขึ้น

มาตรา 1615 การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วน แบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

อยู่ที่หมวดเรื่องสละมรดก

แล้วพูดซ้ำหลายครั้งเลยว่า เป็นผู้สืบสันดานเฉยๆเลย ไม่ต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง และต้องนึกขึ้นมาทันทีว่าอาจารย์ชอบเปรียบเทียบกับมาตราอะไร

มาตรา มาตรา 1639 ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียว กัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ ไปจนหมดสาย



+มาตรา 1643 สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่



ย้ำ 1643 เป็นการรับมรดกแทนที่ แทนที่กัน ขัดเส้น คนที่จะรับมรดกทแทนที่นั้นต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง มีคำว่าโดยตรงเพิ่ม

ที่พูดมาทั้งหมดนี้คือทายาทโดยธรรม

ใครมาเรียนตั้งแต่วันแรก อาจารย์พูด 1639 บ่อย เพราะมันคือยาดำ สอดแทรกได้หมด เพราะเป็นการห่วงทรัพย์ผู้ตายว่าควรอยู่กับทายาทไม่ควรไปอยู่กับผู้อื่น

ตัวบทใช้คำว่า บุคคลซึ่งจะเป็นทายาท ขีดเส้นตรงนี้ไว้ก่อนเลย

มาตรา 1639 ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียว กัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ ไปจนหมดสาย

สังเกตอีกครั้ง อนุ 2 กับ 5 หาย ไป และ ทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส

เรายังอยู่ที่ 1603 ผู้รับพินัยกรรมเป็นทายาทหรือไม่ ก็คือ 1599 นั่นเอง

1603 วรรค 2 ก็เป็นทายาทเช่นกัน มาตราที่สำคัญจริงๆ เกี่ยวกับการทำพินัยกรรม 1646 +1647 +1648 เรียกว่าการทำพินัยกรรม สามมาตรานี้อยู่ด้วยกัน คือการกำหนดการเผื่อตาย 1646 ขีดเส้นไว้เลย จะเกิดผลต้องเอาสามมาตรานี้บวกกัน เป็นการกำหนดการเผื่อตายในทรัพย์สินของตน และ อีกอันหนึ่งที่เคยให้ขีดเส้น ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินแต่เป้นเรื่องการต่างๆ และเคยให้ท่องให้ได้แล้ว เปิด ตัวบทที่ 1481

มันกระโดดไปมาถ้าเราไม่โยง จะลืม อย่าไปจำเลขฏีกา แต่จะให้จำเนื้อหาเลย

คู่สมรสจะทำพินัยกรรมเกินส่วนตนได้หรือไม่ เขามีสินสมรสอยู่ 4 แสนบาท ถามว่านายก สามีจะทำพินัยกรรม 4 แสนบาทให้อาจารย์ได้หรือไม่ คำตอบ 1484 ทำเกินส่วนของตนไม่ได้ ดังนั้น ทำได้แค่ 2 แสนบาท เพราะมีส่วนเพียงแค่ 2 แสน เป็นการรับกับมาตรา 1646 นั่นเอง เห็นไหมกฎหมายโยง 1646 + 1484

ปํญหาว่าตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินได้หรือไม่ ก็ตกลงได้ เป็นสัญญาก่อนสมรส ถามว่าเขาตกลงได้ไหม ว่า พี่เรารักกันมากมีสินสมรส 4 แสน พี่ทำพินัยกรรมทั้ง 4 แสน เลยน้องยอม

คำตอบต้องจำเป็นพิเศษ มีฏีกาบอกเลยว่าไม่ได้ เพราะเป็นการขัดกับ 1646 เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ

อีกนิดหนึ่ง ทำเกินไปอย่างนั้นพินัยกรรมนั้นเสียหรือไม่ 1703-1705 1698 หนักอยู่ที่ 1703-1705

พินัยกรรมจะเป็นโมฆะมีแค่ สามมาตรา นั้น + 1698 และ 1706 ด้วย ต้องอยู่ในกลุ่มนี้เท่านั้น ตอบแค่นี้เกือบได้เต็ม แต่ถ้าไม่ตอบความเป็นโมฆะแล้วไม่สมบูรณ์

ตอบว่าพินัยกรรมดังกล่าวก็ต้องใช้ได้ บอกว่า เมื่อไม่เข้ากลุ่มการเป็นโมฆะ ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ เขียนตัวอย่างนี้ไว้ใน 1703-1705 เลยเพราะมันไม่มีในตัวบท

สมบูรณ์เพียงแค่ 2 แสน แล้ว อีกสองแสนไปไหนหล่ะ ผู้ทำพินัยกรรมก็ตายแล้ว คำตอบ เปิด 1620 ******* มันเป็นเส้นทางที่พินัยกรรมใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเอา 1620 หรือ 1699 มาใช้

พินัยกรรมส่วนนั้นต้องมาแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป หลัก 1620 เหมือน 1699 จดคู่กันไว้เลย ไปด้วยกันตลอด

ต้องตอบต่อว่า ต้องจัดแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกตาม 1620

คนตัวเล็ก
14 November 2009, 17:41
อันนี้เดี๊ยวให้เลขฏีกาไว้ สวยๆ ว่าจะไม่พูดคำนี้แล้วนะเนี่ย

1629 ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ ใครรู้แล้วก็ขอโทษด้วยเพราะมันเป็นพื้นฐานต้องสอน ทายาทโดยธรรมทั้ง 6 อนุนั้น เป็นทายาทโดยธรรมทุกอนุมาตราใช่หรือไม่ มันจะมีผลเกี่ยว 1713 ที่พูดชั่วโมงที่แล้ว ขีดเส้น 1629 วรรค 1 เขาบอกว่ามี 6 ลำดับ ใช้คำว่า ลำดับ และเรียงลำดับในการรับมรดก นั่น เป็นการเปิดเผยว่าทายาทโดยธรรมมีแค่นี้และจะรับมรดกต้องเรียง 1
6

ตัวอย่างนาย ก มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย ชื่อ 1 1 มีบุตร ชื่อ 2 2 มีบุตรชื่อ 3

คำตอบต้อง เป็น 1 เท่านั้น จะมี ได้ก็แต่การรับมรดกแทนที่

มาตรา 1630 ****

มาตรา 1630 ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมี ชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

ดูที่ 1630 วรรค 2 นี่คือบทยกเว้นเรียงลำดับ 1 2 3 4 5 6 นี่คือหลักทั่วไป ส่วนข้อยกเว้นคือ ถ้ามี ทั้ง 1 และ 2 ต้องได้ร่วมกัน วรรค 2 เป็นข้อยกเว้นของ วรรค แรก นั่นเอง

ให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่ง อันนี้เหมือนกับรวมกันเป็นหนึ่ง คำตอบ ให้คิดคนละส่วนเลยนะครับ เช่น มีลูก 7 คน มีพ่อแม่ ก็นำมา หาร 9 คน จากกองมรดกเลย

ดูที่ 1631 ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน ก็คือ 1629 นั่นเอง บุตรของเจ้ามรดกอยู่ในชั้นสนิทที่สุด ผู้สืบสันดานชั้นต่อไปจะรับมรดกก็แต่การรับมรดกแทนที่

เขาต้องการความเป็นเชื่อสายเลือดเดียวกัน อา ลุง ห่างออกไปแล้วไม่ให้รับ

การรับมรดกแทนที่เท่านั้นจึงรับแทนผู้ที่เป็นบุตรได้

ไม่มีใครจะมารับร่วมได้เลยนอกจากบิดามารดาเท่านั้นเลย

ดูต่อไปในตัวบท ถ้าเกิด 1 ตายก่อน ก ที่เป็นเจ้ามรดกหล่ะ แต่มี 2 เป็นลูก 2 เป็นหลาน ของเจ้ามรดก คำตอบ โยงไปที่ 1639 ทันที ดูให้ดี บุตรตายก่อน เจ้ามรดกนะ ไม่มีสภาพบุคคล ไม่สามารถรับมรดกได้นะ แต่ หลายก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ดังนั้นต้องตอบด้วย 1639 +1643

ดูอีกนิดเพื่อความต่อเนื่อง ผม มีภริยา 1457 เป็นคู่สมรสแล้ว 1629 วรรค 2 มีสิทธิรับมรดกแน่นอน ถามว่าถ้า เมียผมตายก่อน ถามว่าใช้ 1639 ได้หรือไม่ ที่จะมีการรับมรดกแทนที่ ไม่จำเป็นต้องตอบยาว ตอบแต่หลัก คือ พลิกดูเลย 1639 มีกี่วงเล็บที่จะรับมรดกแทนที่ คู่สมรส ไม่มีอยู่ใน 1639 เลย ตอบแค่นี้เวลานักศึกษาตอบ

ตอบว่า ปัญหาต้องมีวินิจฉัยว่าภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายจะรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่

การรับมรดกแทนที่กฎหมายวางหลักไว้ มีใจความว่า การรับมรดกแทนที่มีเพียง (1) (3)(4)(6) เท่านั้น ไม่รวมถึงภริยา จึงรับมรดกแทนที่ไม่ได้

แค่นี้เอง

ต่อไปความสามารถของผู้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ดูตรงไหน

คำตอบ ถ้าเป็นทายาทโดยธรรมดูในขณะที่เจ้ามรดกตาย มีความสามารถหรือไม่ ดูตอนเจ้ามรดกตายเป็นสำคัญ

แล้วถ้าผู้รับพินัยกรรมจะมีความสามรถรับพินัยกรรมเพียงใด ก็ตอบว่า ให้ดูตอนผู้ทำพินัยกรรมตาย

ย่อแบบสั้นๆ คำตอบอยู่ที่มาตรา 1604 นะครับ ที่ว่าจะดูกันตรงไหน

จดเป็นพิเศษ ฎ.341/2501 - ค้นไม่พบ

1469/2526

ชายไปอยู่กินกับหญิง และแสดงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาในที่ต่าง ๆ อย่างเปิดเผยเป็นการยอมรับว่าหญิงเป็นภริยา มีการจัดเลี้ยงฉลองการตั้งครรภ์ เป็นการแสดงออกถึงการรับรองว่าโจทก์ซึ่งเป็นทารกในครรภ์มารดาเป็นบุตรของตน โจทก์จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือน บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกตามมาตรา 1629(1)



320/2496

หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอัน ชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน



210/2491 ( หลักต้องถูกเปลี่ยนตามกฎหมาย มาตรา 1557 ใหม่แล้ว มาตรา 1557 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตใน ระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จด ทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้
แก้ไข 7 มีนาคม 2551 )

เจ้ามรดกตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที บุคคลธรรมดาที่จะเป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดกของบุคคลใด นอกจากจะต้องมีสภาพหรือสามารถมีสิทธิตาม มาตรา1604 แล้วยังต้องมีสิทธิที่จะรับมรดกในขณะที่เจ้ามรดกตายด้วย บุตรในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีผลนับแต่วันคำ พิพากษาถึงที่สุด ถ้าในขณะที่คำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เป็นเวลาภายหลังเจ้ามรดกตายแล้ว และไม่มีมรดกจะรับก็ไม่มีทางจะให้เด็กนั้นได้รับมรดกได้

โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างข้อที่ศาลพิพากษา ว่าเป็นบุตรเท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าเมื่อก่อนบิดาตาย บิดาได้รับรองโจทก์ว่าเป็นบุตร อันจะทำให้มีสิทธิรับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 หรือไม่ คงมีประเด็นข้อเถียงว่าคำสั่งของศาลที่แสดงไว้นั้น จะมีผลแก่โจทก์ในทางรับมรดกอย่างไรหรือไม่



ตรงนี้ ************ เป็นฏีกา ประชุมใหญ่ เป็นฏีกาที่ออกก่อนมีการแก้กฎหมายใหม่ ระวัง เป็นการวินิจฉัยตามมาตรา 1557 เก่า

อ่านคำพิพากษาแล้วน่าออกจริงๆ น่าออก จริงๆ เพราะว่า ฏีกานี้ตัดสินตาม 1557 เก่า ลองดูมาตรา 1557 ปัจจุบัน บัญญัติไว้ว่าอย่างไร ตรงนี้ต้องระวังให้ดี 1557 ใหม่ ขออนุญาตอ่านให้เห็นความแตกต่าง

1557 เก่า การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม 1547 ( คือเรื่องกรณีบิดามารดาไม่ได้สมรสกัน ตาม1457 ) ถ้าเกิดบุตร จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบเป็นได้สามกรณี 1.บิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกัน 2.บิดาได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ตัวอย่างเมื่อสักครู่ คือสงสาร ก็เลยไปจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร 3. ศาลพิพากษาให้เด็กคนนี้เป็นบุตร พ่อไม่รับแค่มีการฟ้อง ศาลก็บังคับได้ หรือแม่ไม่ยอมพ่ออยากเป็น พ่อก็ไปร้องขอต่อศาลได้

กฎหมายเดิมถ้าเกิดสามกรณีนี้ จะเป็น ก็ต่อเมื่อ คำพิพากษาถึงที่สุด

ตามฏีกานั้นกฎหมายเก่า ก็เลยรับมรดกไม่ได้เพราะตอนที่เจ้ามรดกตาย ยังไม่เป็นบุตร ไม่ต้องด้วย 1629 ( 1 ) ไม่เป็นผู้สืบสันดาน

ข้อสอบนี้ถ้าออกมาสนุกแน่ ตอบตามฏีกาเป๊ะได้ 0 คะแนน แน่ๆ

ถ้าเป็นคนสมัยใหม่เปิด 1557 ใหม่ มีผลใช้เมื่อ 8 มีนาคม 2551 แก้ใหม่ มีผลตั้งแต่เด็กเกิด เพราะฉะนั้นเด็กคนนี้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้สืบสันดาน 1629 ( 1 )

เปิดตัวบท 1558 เป็นข้อสอบสมัย 60 อาจารย์เป็นคนออก รู้สึกว่าง่ายมาก อย่าสับสน 1558

มาตรา 1558 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความมรดก ถ้าศาลได้พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

ในกรณีที่ได้มีการแบ่งมรดกไปแล้ว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

อะไรคืออายุความมรดก 1754 ต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กนั้น เป็นบุตรมีสิทธิรับได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

ต่อไปเรื่องใหม่ ตั้งสติให้ดี เป็น มาตรา 1629 จะเจาะลึกแต่ละส่วนแล้ว กาดอกจันทร์ที่คำว่า ผู้สืบสันดาน ( 1) พี่น้องร่วม บิดามารดาเดียวกัน ( 3 ) และ ( 4 ) ที่น่าสนใจ

เริ่มที่ 1629 ( 1 ) คำว่าผู้สืบสันดานคือใคร มีความหมายอย่างไร คำตอบ ดู 1631 คือคำตอบ ว่าผู้สืบสันดานคือใคร ตัวบทใช้คำว่า บุตรของเจ้ามรดกอยู่ชั้นสนิทที่สุดเท่านั้น นอกนั้นได้แต่รับมรดกแทนที่ตาม 1639 เท่านั้น + 1606 (1 ) (2) (4) (6 )

ก็คือการรับมรดกแทนที่กัน เจ้ามรดกตายก่อนหรือถูกำจัดไม่ให้รับมรดก เคยให้จดในตัวบทแล้ว 1606 ที่เล่าตัวอย่างไปแล้วนะ เรื่อง ก 1 2 3

ต้องเป็นบุตรเท่านั้น ตัวบทเปิดอีกว่าให้รวมการรับมรดกแทนที่ด้วย ถามว่า 2 เป็นผู้สืบสันดานกรณีเฃ่นนี้ก็ได้

อยากให้จดว่า ต่อไปนี้คำว่าผู้สืบสันดานแยกเป็นกี่กรณี

มาตรา 1536
1538 อันนี้ไม่ใช่วิชาของอาจารย์ แต่ ต้องโยงถึง เขียนหน้าตัวบทว่าเป็นบุตรจากบิดามารดาได้สมรสกัน 1457 จึงนำบท 1536 -1538 มาใช้ได้ ดูอีกนิดหนึ่ง กฎหมายใช้คำว่าสันนิฐาน ขีดเส้น 1536 -1538 กฎหมายเพียงแต่สันนิฐานว่าเป็นบุตรของบิดามารดา ถ้า ก ไม่รับก็ได้ ก็ไปฟ้องศาล มันเป็นเพียงการสันนิฐานไว้ก่อน เปิด 1546 เปรียบเทียบ กฎหมายแก้นะครับต้องระวัง ขีดเส้น เกิดจากหญิงที่ไม่ได้มีการสมรสให้ถือว่า ขีดเส้น ให้ถือว่า เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น นั่นแสดงว่า เกิดจากมารดาต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเสมอ เพราะกฎหมายมัดมือชกเลย นำสืบหักล้างไม่ได้ เพราะกฎหมายให้ถือเลย ดังนั้นเวลาข้อสอบออกมาจุดยาก ถ้าบิดาเป็นเจ้ามรดกมีปัญหาแล้ว ต้องคิดเยอะแล้ว แต่มารดานี้คือง่าย คือต้องขอบด้วยกฎหมายเสมอ
ดูที่ 1536 วรรค 1 เกิดแต่บิดามารดาจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมาย

ให้สันนิฐานไว้ก่อน ว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี มีสิทธิรับมรดกของ ก แล้ว พ่ออาจฟ้องไม่รับเป็นบุตรก็ได้ เพราะกฎหมายเพียงสันนิฐาน

1048/2492

คดีร้องขอให้รับรองบุตรนั้นผู้ร้องย่อมขอแก้วันเกิดของเด็กได้ในเมื่อไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในเชิงคดี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1519 บัญญัติแต่เพียงว่าเด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภรรยาชาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี มิได้วางข้อบัญญัติไว้โดยเด็ดขาดว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี จึงเป็นเรื่องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานได้ และบทบัญญัติในเรื่องฟ้องขอให้รับรอง ก็มิได้วางข้อบัญญัติกีดกั้นมิให้ฟ้องในกรณีเช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรแล้ว ผู้ร้องก็ย่อมมีอำนาจฟ้องได้

เด็กซึ่งเกิดกับชายชู้นั้น มารดาของเด็กย่อมร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายชู้ได้ มาตรา1529(4)ไม่ได้กีดกันถึงกรณีที่เป็นชู้กันด้วย

ข้อสอบสมัย 59 ก็ออกทำนองนี้

3.สมัย 60 คือเด็กเกิดระหว่างการสมรส ศาลเพิกถอน 1560 บัญญัติว่า

เพิกถอนกรณีใดบ้าง 1503 ไปดูมา ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย เพราะ 1503 บัญญัติว่าให้เพิกถอนเพราะเหตุเป็นโมฆียะ เหตุก็เช่น อายุ ไม่ครบ 17 สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ ไม่ได้รับการยินยอม เปิด 1503 มาตราเดียวโดยง 4-5มาตรา

แสดงว่าการสมรสยังสมบูรณ์แต่มีสิทธิเพิกถอนได้

การสมรสโมฆะ 1536 วรรค 1 กับ 2 ประกอบกัน โยง 1495 ที่สำคับคือ 1452 การสมรสซ้อน

1449 1450 1458 1496 ให้สันนิฐานว่าเป็นบุตรของชายผู้เป็นสามี เปรียบเทียบกับการสมรสซ้อน 1452 ผัวใหม่ซวยเลย ลูกเป็นของใคร ดูที่ 1538 คือคำตอบ ใช้เฉพาะ 1452 นะ ย้ำ

1453 ผู้หญิงมีสามีแล้ว แล้วหย่าขาดจากกัน เพิกถอนตาม 1501 ไปแต่งงานใหม่ มีทางเดินอย่างไร 1453 คือคำตอบ เป็นข้อสอบเนฯสมัย 60 อีกเช่นกัน

กฎหมายให้สันนิฐานว่าเป็นของสามีคนใหม่ ไม่ต้องไปดูเลยนะครับว่า ตามเป็นจริง เพิงแต่งกันแค่ 7 วันก็ตาม ที่พูดมาทั้งหมดเป็นกรณีที่บิดามารดาได้สมรสกันกรณีจดทะเบียน

ต่อมาเรื่องใหม่ 1547 ***** สภาพของผู้สืบสันดานมาตรานี้มีมาก เด็กเกิดแค่บิดามารดาไม่ได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย 1 บิดามารดาได้สมรสกัน 2.บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร 3. ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร คำตอบมาตรานี้ดูให้ได้ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ต้องไปดู 1538 ให้มาดที่ 1547เลย

ไม่เหมือนกับการรับรองโดยพฤตินัย เลย เพราะการเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายสิทธิหน้าที่ต่างกันมาก 1627 นอกกฎหมาย บิดามารดาไม่ได้สมรสกัน แต่บิดาได้รับรองว่าเป็นบุตร ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน บุตรตายบิดาก็รับของบุตรไม่ได้

บิดาเท่านั้นเป็นผู้รับรอง คนอื่นไม่ได้ จะมาผู้ว่า นายก มารับรองก็ไม่ได้

ถามว่ายังอยู่ในครรภ์บิดารับรองได้หรือไม่คำตอบ พื้นๆได้ รับรองตั้งแต่ในครรภ์ก็ได้ การรับรองต้องทำอย่างไร ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป ให้ความสำคัญไหม ถ้าเกิดมาก็ส่งเสีย จัดงานเลี้ยงฉลอง

เอาใหม่ รักแต่ไม่แสดงออก เฉยๆ ปรากฏว่า ก่อนเด็กเกิด บิดาตาย พูดง่ายๆบิดาตายก่อนเด็กเกิดจะเกิด 1627 ได้หรือไม่ คำตอบธรรมชาติการเด็กเกิด ไม่มีการรับรองพ่อดันตายก่อน ย้ำไปแล้วว่าคนรับรองคือพ่อเท่านั้น ดังนั้นไม่ได้

อีกอันหนึ่ง บุตรบุญธรรมก็เป็นผู้สืบสันดาน อยากต้งคำถาม ผู้รับต้องอายุ 25 ขึ้นไปใช่หรือไม่ ถามว่าถ้า ผู้รับอายุ 20แล้วไปทำอย่างไรไม่ทราบจดได้ จนมาอายุ 26 ตายจะชอบหรือไม่ คำตอบไม่ได้ ถือตอนจดเท่านั้น

อีกอันหนึ่งผู้ทำพินับกรรมต้องมีอายุ 15 ปี มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์

ถ้าสมมุติตอนทำอายุ 14 ปี พินัยกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบไม่ได้ ความสามารถของผู้ทำ ดูขณะทำ

จดไว้ ฎ.1884/2497

บุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี(29ปี 6 เดือน) จดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์ แม้บุคคลนั้นจะมีชีวิตมาจนถึงแก่กรรมนับอายุได้เกิน 30 ปีแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันเพราะไม่ใช่กรณีที่กฎหมายให้สัตยาบัน ได้

เกี่ยวกับกำหนดอายุของบุคคลที่จะรับบุตรบุญธรรมนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบ ร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถานแล้วได้



มาตรา 1598/37 เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือมีการเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดกลับมีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตาย หรือนับแต่เวลาที่จดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๓๑ หรือนับแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เลิกการรับบุตรบุญธรรม เว้นแต่ศาลเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น

ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองของผู้เป็นบุตรบุญธรรมไว้ก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ตาย หรือก่อนการเลิกรับบุตรบุญธรรม ให้ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป เว้นแต่บิดามารดาโดยกำเนิดจะร้องขอ และศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอเป็นผู้มีอำนาจปกครอง

การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองตามวรรคหนึ่งหรือผู้ปกครองตามวรรคสองไม่เป็น เหตุเสื่อมสิทธิที่บุคคลภายนอกได้มาโดยสุจริตก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือ ก่อนจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรม

ให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเป็นประการอื่นตาม วรรคหนึ่ง
แก้ไข 7 มีนาคม 2551



อันนี้เปิดตัวบท ทำท่าว่าจะออกอยู่เรื่อยๆเลย แก้ไขใหม่ด้วย เรื่องบุตรบุญธรรมต้องปนมรดกแน่ๆ เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตาย มีการเลิกรับบุตรบุญธรรม สองกรณีนี้ ขีดเส้น บุตรบุญธรรมไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องเป็นเรื่องพวกนี้ จึงนำมาตรา 1598/37 มาใช้ได้ เป็นเรื่องบิดามารดาโดยกำเนิดกลับมามีอำนาจปกครองเลย โดยอัตโนมัติ อันนึ้คือมีการแก้กฎหมายใหม่ ย้ำตรงนี้เพราะตามกฎหมายเก่าจะกลับไปได้เฉพาะการเลิกรับบุตรบุญธรรมเท่านั้น ถึงจะกลับอันนี้คือกฎหมายเก่า

ฏีกาที่น่าระวัง 349/2540

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1598/28เมื่อมีการจดทะเบียนรับบุตร บุญธรรมบิดามารดาโดยกำเนิดของบุตรบุญธรรมนั้นย่อมหมดอำนาจปกครองไปตั้งแต่ วันเวลาที่เป็นบุตรบุญธรรมแล้วดังนั้นเมื่อผู้ร้องยกเด็กชายส. ให้เป็นบุตรบุญธรรมแก่ร้อยตรีบ. แล้วผู้ร้องกับอ. ซึ่งเป็นบิดามารดาโดยกำเนิดของเด็กชายส. ก็หมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กชายส.เป็นบุตรบุญธรรมของร้อยตรีบ. และแม้ภายหลังร้อยตรีบ. ถึงแก่กรรมก็หาได้มีผลทำให้การรับบุตรบุญธรรมต้องเลิกหรือสิ้นสุดไปด้วยไม่ เด็กชายส. ยังคงเป็นบุตรบุญธรรมของร้อยตรีบ. อยู่ผู้ร้องกับอ. หาได้กลับมีอำนาจปกครองขึ้นมาใหม่ได้ไม่อำนาจปกครองของบิดามารดาโดยกำเนิดจะ กลับคืนมาก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1598/37เท่านั้นเมื่อเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์ไม่มีผู้ปกครองและผู้ร้องกับอ. ก็มิใช่เป็นผู้ได้อำนาจปกครองเด็กชายส. กลับคืนมาเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้อง ขอให้ศาลตั้งผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายส. ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบิดาโดยกำเนิดและโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์ศาลฎีกาเห็นสมควรตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายส. บุตรผู้เยาว์



ใหม่เอี่ยม 10 กว่าปีนี่เองจะใช้กฎหมายเก่ามาตอบไม่ได้

210/2491 (ญ)

เจ้ามรดกตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที บุคคลธรรมดาที่จะเป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดกของบุคคลใด นอกจากจะต้องมีสภาพหรือสามารถมีสิทธิตาม มาตรา1604 แล้วยังต้องมีสิทธิที่จะรับมรดกในขณะที่เจ้ามรดกตายด้วย บุตรในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีผลนับแต่วันคำ พิพากษาถึงที่สุด ถ้าในขณะที่คำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เป็นเวลาภายหลังเจ้ามรดกตายแล้ว และไม่มีมรดกจะรับก็ไม่มีทางจะให้เด็กนั้นได้รับมรดกได้

โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างข้อที่ศาลพิพากษา ว่าเป็นบุตรเท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าเมื่อก่อนบิดาตาย บิดาได้รับรองโจทก์ว่าเป็นบุตร อันจะทำให้มีสิทธิรับมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 หรือไม่ คงมีประเด็นข้อเถียงว่าคำสั่งของศาลที่แสดงไว้นั้น จะมีผลแก่โจทก์ในทางรับมรดกอย่างไรหรือไม่



ที่พูดไปแล้วเมื่อกี้ก็น่าระวัง เป็นเรื่องตรงมาตรา และ ฏีกาเป๊ะเลย

มาตรา 1481 เมื่อสักครู่พูดแล้วเรื่องทำพินัยกรรมเกินส่วนสินสมรส 1083/2540

ข้อที่ 4. ศาลสั่งให้ผู้ทำพินัยกรรมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบทำได้ ไปดูมาตรา 34 ประกอบไม่มีเรื่องนี้เลยแสดงว่าทำได้ 177/2538 ทำได้ แล้วอ่านฏีกานี้นึกถึงอาจารย์นะ จำคำพูดว่า ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ จริงๆไม่ต้องมาได้รับความยินยอมอะไรเลย จริงๆเขามีสิทธิทำได้เต็มที่อยู่แล้ว

320/2496

หญิงชายได้เสียอยู่กินด้วยกันแต่มิได้จดทะเบียนสมรสการสมรสย่อมไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นสามีภริยากันไม่ได้และบุตรที่เกิดจากหญิงนั้นก็มิใช่บุตรอัน ชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นและเมื่อชายนั้นตายเสียในระหว่างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อบุตรนั้นคลอดออกมา ชายนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรับรองเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1627 ได้เด็กนั้นจึงไม่ใช่บุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับมรดกจากชายนั้น ในฐานะผู้สืบสันดาน

1469/2526

ชายไปอยู่กินกับหญิง และแสดงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาในที่ต่าง ๆ อย่างเปิดเผยเป็นการยอมรับว่าหญิงเป็นภริยา มีการจัดเลี้ยงฉลองการตั้งครรภ์ เป็นการแสดงออกถึงการรับรองว่าโจทก์ซึ่งเป็นทารกในครรภ์มารดาเป็นบุตรของตน โจทก์จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือน บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกตามมาตรา 1629(1)



มีใครสงสัยอะไรอีกไหม

คนตัวเล็ก
14 November 2009, 17:41
ครั้งที่ 5 . w7(06-07-09)
สวัสดีครับ พบกันเป็นครั้งที่ 6 มีประกาศ ฟังให้ดี มีข้อผิดพลาด
ข้อที่ 1. มาตรา 1640 เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้ ตอนเรียนธรรมศาสตร์ ท่านอาจารย์ ประมล บอกว่า ที่สอนมาทั้งหมด ผิดทั้งสิ้น เป็นการให้จำ
1640 ได้บรรยายว่าความตายนั้นหมายถึงการตายโดยธรรมชาติเท่านั้น ใช้ไหม ดูตัวบทจะเห็นว่าไม่ใช่ เพราะความตาย นั้นมีทั้งตาย โดยธรรมชาติ และโดยการศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
ถามต่อว่าเป็นเหตุฟ้องหย่าเท่านั้นใช่หรือไม่ เปิดตามมาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1)สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้*(แก้ไข 12 กันยายน 2550)
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิด การกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยและ การเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือ เดือนร้อนเกินควรอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสาม ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือ ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรค มีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
คือเป็นเหตุฟ้องหย่าเท่านั้น หากยังไม่ได้ร้องขอให้เป็นคนสาบสูญ ก็ไม่ตาย
ต่อไป มาตรา 1607 การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตาย แล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม เกี่ยวกับการจำกัดไม่ให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตาย เคย ออกสมัย 51 แล้วมาแล้ว
478/2539
โจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาล ชั้นต้นดังนั้นโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินส่วนของบ. ในโฉนดเลขที่2505ดังกล่าวเป็นมรดกของบ. จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา10ปีคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145(2) ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของบ. โดยบ. มีบุตร4คนคือโจทก์ทั้งสองจำเลยและจ.แต่จ.ถึงแก่ความตายก่อนบ. โดยจ. มีบุตร3คนบ.ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมจำเลยจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของบ. เพียงหนึ่งในสี่สวนเท่านั้นเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ.ทั้งหมดโดยการครอบครองทั้งๆที่ จำเลยมิได้ครองครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็น เวลาถึง10ปีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอเช่นนั้นแล้วจำเลยนำพยานหลักฐานมาไต่สวนใน คดีดังกล่าวจนศาลชั้นต้นหลงเชื่อและมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทส่วนของบ. ในโฉนดที่ดินเลขที่2505โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382แล้วจำเลยนำคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไปจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินพิพาทจึงถือได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากว่าส่วนที่ ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นจำเลยจึง ต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยตามมาตรา1605วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่1เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527 ของศาลชั้นต้นยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบ. โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า10ปีโดยเจตนาให้หลานและ ทายาทอื่นของบ. ไม่ได้รับมรดกด้วยโจทก์ที่1ย่อมต้องได้รับผลในลักษณะคดีในฐานพยานเท็จไม่ได้ รับมรดกที่ดินในกรณีพิพาทนี้ด้วยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ ทั้งสองขาดอายุความไม่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้ ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้ง สองขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้อง ห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา249วรรคหนึ่งเช่นกัน แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1639บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับ มรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตามแต่มาตรา1607บัญญัติว่าการถูกกำจัดมิให้ รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไป เหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่าผู้สืบสันดานของทายาทที่ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้ รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของบ. เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของบ. เลยอันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตายก็ตามบุตรของจำเลยซึ่ง เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยทายาทผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญช่วยย่อมสืบ มรดกของบ.ต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตรา1607และ บทบัญญัติมาตรา1607หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา1639ไม่

ประเด็นคือ กรณีกำจัดไม่ให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตาย จึงใช้มาตรา 1639 ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียว กัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ ไปจนหมดสาย ไม่ได้ เพราะ เป็นกรณีต้องตายหรือเกิดเหตุก่อนเจ้ามรดกตาย ฏีกานี้บอกให้ใช้ มาตรา 1607 การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตาย แล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม เพื่อปรับกับปัญหาที่ว่ามีการกำจัดหลังเจ้ามรดกตาย ย้ำว่าเป็นการกำจัดเฉพาะตัว
ที่สำคัญ 1607 ไม่อยู่ในบังคับ 1639 ใช่หรือไม่ ฏีกาเป็นอย่างนั้น นั่นคือมีการสืบมรดกได้
อธิบาย 1615 วรรค 2 ผิด ย้ำใช้ตอนไหน ใช้เกี่ยวกับกรณีทายาทโดยธรรม สละมรดก ย้ำ ถ้าเป็นทายาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม สละแล้ว 1617 +1618 โดยเฉพาะ กาดอกจันทร์ 1618 สวยมาก ผู้รับพินัยกรรมสละมรดก ถามว่ามีการสืบมรดกได้หรือไม่ คำตอบ 1618 บอกว่าไม่ได้
คือคำตอบ และถ้าดูตรงนี้ ผู้รับพินัยกรรมสละมรดกถามว่าเงินจำนวนนี้ไปไหน คำตอบ 1618 เข้าสู่การแบ่งของทายาทโดยธรรมใช่หรือไม่ ฟังช้าๆ ที่พูดมามีมาตรา อะไรบ้างที่วิ่งไปสู่ทายาทโดยธรรม เพราะ ไม่ว่าใครได้รับเลือกข้อสอบก็ต้องมีเกี่ยวกับเรื่องนี้
ที่พูดบ่อยคือ 1620 ***** เคยให้ทำ *** แล้ว พินัยกรรมไม่ได้ทำหรือไม่มีผล ก็มีอยู่สองวรรค ต้องท่องให้ได้ กาดอกจันทร์หนักๆไป
และมาตราอะไรที่ให้จำเป็นพิเศษ มาตรา 1699 ใช่หรือไม่ เคยให้จดให้ขีดเส้นด้วย ไร้ผลมีอะไรบ้างคงไม่พูดเสียเวลาวันนี้
ประการที่สามคือมาตรา 1615 ผู้รับพินัยกรรมสละทรัพย์ตามพินัยกรรม ทรัพย์ดังกล่าวต้องแบ่งให้สู้ทายาทโดยธรรม
ต้องจำให้ดี ตอบธงถูกใช้หลักกฎหมายผิดคือผิดนะครับ
ข้อที่สาม ผู้สืบสันดานโดยตรงมีฏีกาเด่น
1773/2528 - ค้นไม่พบ ให้จดไว้แล้ว และ

290/2494
บุตรบุญธรรมตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรของบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1639

ได้วินิจฉัยคำว่าผู้สืบสันดานโดยตรง ข้อที่สี่ เกือบเสียมวย ตั้งปัญหามาแล้ว เงอะๆงะๆ ตอนนั้นร้อนและเหนื่อยแล้ว
ตั้งใจฟังและจดไว้ใหม่ สิ่งเล็กๆน้อยเหมือนง่ายแต่เป็นจุดตาย
ไล่ตามลำดับไป เพราะไม่ได้ลงในคำบรรยาย
ก + ข จดทะเบียนสมรสชอบด้วยกฎหมาย = 1457
ถามคำถามแรก ข เป็นทายาทโดยธรรมของก หรือไม่ ตอบ เป็นตามมาตรา 1629 วรรค 2 เพราะเป็นคู่สมรส
ข ตาย ก่อน ก สามี หรือ ถูกำจัดไม่ให้รับมรดกก่อน ก ตาย ถามว่า 1. ซึ่งเป็นบุตรของ ก และ ข รับมรดกแทนที่ ข ผู้เป็นมารดาได้หรือไม่ ตอบ ไม่ได้ เพราะการรับมรดกแทนที่ มีได้แต่ ทายาทโดยธรรม ประเภท ญาติ ลำดับที่ 1 3 4 6 เท่านั้น
ใบ้ ที่น่าตอบมีอยู่สองมาตรา คือ 1639 กับ 1643
เปิดตัวบทลองพิจารณาดูสิว่าอะไรคืออะไร
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ข ภริยาเป็นบุคคลซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1639 ใช่หรือไม่ คำตอบคือ สั้นแต่ได้คะแนน บุคคล ตามมาตรา 1639 นั้นบอกชัดว่ามีใครบ้าง อนุมาตรา 1 3 4 6 ใช่หรือไม่ อนุมาตรา 2 กับ 5 ไม่มี วรรคสอง คู่สมรสมีหรือไม่ ตอบว่า ไม่มี
ก็ตอบได้เลยว่าการที่จะมีการรับมรดกแทนที่นั้น กฎหมายวางหลักมีใจความว่า บุคคลผู้จะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 อนุ มาตรา 1 3 4 6 เท่านั้น จึงไม่มีการรับมรดกแทนที่ได้
ไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่อง ผู้สืบสันดานโดยตรงตามมาตรา 1643 อีกต่อไป
ตัวอย่างที่สอง ก มีบุตร โดยชอบคือ 1. ตอบ 1629 อนุมาตรา 1 เพราะเป็นผู้สืบสันดานใช่หรือไม่
ผุ้สืบสันดานก็คือบุคคลซึ่งจะเป็นทายามใช่หรือไม่ นั่นคือผ่านกระบวนการ 1639 แล้ว จะไปกระบวนการ 1643 แล้ว ข้อเท็จจริงต่อไปว่า ถามว่า กรณีนี้ นาง ข . ยังมีชีวิตอยู่ จะรับมรดกแทนที่ นาย 1. ได้หรือไม่
ตอบว่า มารดาของหนึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง ตามมาตรา 1643 หรือไม่ คำตอบไม่ใช่ เพราะนางขอ เป็นผู้บุพการีไม่ใช่ผู้สืบสันดาน โดยตรง
ถ้าเปลี่ยนอีก นาง 2. ภริยาของหนึ่ง จะรับมรดกแทนที่ นาย 1. ได้หรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ใช่ตามมาตรา 1643 อีก นาง 2 เป็นภริยา เป็นคู่สมรส ไม่ใช่ ผู้สืบสันดานโดยตรง
ข้อสุดท้าย 1083/2540
โจทก์และช.ซึ่่งสมรสกันก่อนปี2476ต่างตกลงยินยอมให้แต่่ละฝ่ายทำนิติกรรมยก ที่ดินสินสมรสส่วนของตนให้บุคคลอื่นในการทำพินัยกรรมที่เกี่ยวกับสิน สมรสระหว่างโจทก์และช. นี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1481แม้โจทก์ ตกลงยินยอมให้ช.ทำพินัยกรรมดังกล่าวข้อตกลงยินยอมนั้นย่อมฝ่าฝืนต่อบท บัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นและยังขัดต่อความมุ่งหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา1646ที่กำหนดให้บุคคลใดๆมีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้บุคคล อื่นได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของตนเท่านั้นเหตุนี้ข้อตกลงยินยอมดัง กล่าวจึงไม่ทำให้พินัยกรรมที่ช. จัดทำมีผลผูกพันไปถึงที่ดินสินสมรสที่เป็นส่วนของโจทก์ด้วยโจทก์ย่อมฟ้องขอ ให้ศาลพิพากษาแสดงว่าพินัยกรรมไม่มีผลผูกพันสินสมรสที่เป็นส่วนส่วนของโจทก์ ได้ ที่ดินโฉนดเลขที่4837ในส่วนที่พ.ยกให้ช. ตามสารบาญแก้ทะเบียนท้ายโฉนดดังกล่าวพ. ยกที่ดินส่วนนี้ให้ช. เมื่อวันที่9ตุลาคม2476ก่อนที่่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ5พ.ศ.2477ว่า ด้วยเรื่องครอบครัวประกาศใช้จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้บังคับซึ่งใน กฎหมายดังกล่าวบทที่72ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างผัวเมียบัญญัติว่า"ทรัพย์ที่ บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ในวันที่แขก(วันแต่งงาน)ให้เป็นสินเดิม ถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส"ซึ่งไม่ได้บัญญัติว่า ให้เป็นสินส่วนตัวเลยพ.ได้ยกที่ดินส่วนดังกล่าวให้ช.ภายหลังการแต่งงาน ที่ดินส่วนนี้จึงเป็นสินสมรสระหว่างช.กับโจทก์เมื่อไม่ปรากฎว่าช.และโจทก์มี สินเดิมการแบ่งสินสมรสจึงเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่68คือชายหาบหญิง คอนช.จึงมีส่วนเป็นเจ้าของ2ส่วนและโจทก์มี1ส่วน

เรื่องอะไร เรื่องการทำพินัยกรรมสินสมรสเกินส่วนของตนไม่ได้ ข้อเท็จจริงสั้นๆว่า นายก มีเงิน สองแสน ก่อนสมรสก็เป็นสินส่วนตัวและเงินสองแสนบาทนี้เมื่อแต่งงานกับ ข แล้ว ก็มีดอกเบี้ยสองหมื่น เมื่อตายจากกันมาตรา 1533 วินิจฉํยชัดว่าต้องแบ่งสินสมรสคนละกึ่งส่วน ดังนั้น มรดกจึงมี สองแสนหนึ่งหมื่นบาท
คือตกลงได้แต่ทำเกินส่วนไม่ได้ เปิดตัวบท มาตรา 1646 คือคำตอบ อย่าตอบว่าโมฆะเด็ดขาด เพราะพินัยกรรมยังมีอยู่ได้เท่าที่บังคับได้
ครั้งที่แล้วค้างที่ 1629
2742/2545
การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1629(4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว การที่จะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตร ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมี ได้แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติ ตามตัวอักษรของกฎหมายและมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรม ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อน หลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หามีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกัน เหมือนเช่นการเกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงต้องถือตามความเป็น จริง เมื่อผู้ร้องและผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกัน แม้จะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ถือว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่ น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่เข้ารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงของผู้ตายถือเป็นทายาทใน ลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องคัดค้านการที่ผู้ร้องขอจัดการมรดกของผู้ ตาย

ที่ถือความเป็นพี่น้องตามความเป็นจริงคล้าย อนุมาตรา 3 ไม่ได้กระทบกับเรื่องมรดกเลยในฏีกา เรื่องคือผู้ตาย เป็นเจ้ามรดก ผู้ร้องเป็นน้องผู้ตาย สองคนเป็นพี่น้องกันแต่ต่างบิดามารดาเดียวกันแต่ที่สำคัญคือ เป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคู่
ปรากฏว่าบิดามารดาของผุ้ตายและผู้ร้องตายหมด ถามว่าจะรับมรดกได้หรือไม่ คำตอบมันต้องได้อยู่แล้วเพราะถือตามความเป็นจริง
แต่ถามว่ารับของพ่อได้หรือไม่ นั่นแหละคือปัญหา
เป็นการรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1644 ต่อไป จะรับมรดกแทนที่ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ หมายความว่าพร้อมทุกสิ่งอย่างที่จะเข้าไปรับมรดก
รวบรวมฏีกาได้ดังนี้
คือต้องไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก 1605 1606 ไม่ถูกตัดมิให้รับมรดก 1608 1609 และต้องมีสภาพบุคคลในขณะที่เข้ารับมรดกแทนที่
1645 ******** อ่านแล้วเข้าใจยาก เน้น สละมรดก ภาพต้องเริ่มนี้ เน้นไม่ตัดสิทธิ์ ของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่ ของอีกคนหนึ่ง ในการที่จะสืบมรดก
ตัวอย่างเช่น ก มีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือ 1. นั้นคือ 1629 ( 1 ) มีบุตรคือ 2 ก็คือ 2 เป็นหลานของ ก นั่นเอง
1. ตายก่อน ก . 2 สละมรดกไม่รับมรดก 1 ได้หรือไม่ก็ทำได้ ตามมาตรา 1612 1613 ดังนั้นถ้าสละชอบ 2 ก็รับมรดก 1 ไม่ได้
1 ตายก่อน ก ถามว่า 2 ที่สละไปแล้วนั้น 2 จะรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่ ตอบ รับแทนที่ของ 1.ได้
เข้าใจภาพนะครับ จดไปอีกนิด มาตราที่น่าสนใจ มาตรา 1607 ใช้กรณีทายาทถูกกำจัดหลังเจ้ามรดกตาย 1615 วรรค สอง ใช้กับกรณีสละมรดก สองกรณีนี้ใช้คำว่าผู้สืบสันดานเฉยๆ ไม่ต้องใช้กับผู้สืบสันดานโดยตรง
ต่อมาคือ 1639 ดูประกอบ 1643 ด้วย คือต้องเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 3 4 6 ที่ตายก่อน และผู้ที่จะรับมรดกแทนที่ต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง
ต่อไปเป็นเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดก สิ่งแรกเลยดูว่าทำพินัยกรรมหรือไม่ พิจารณามาตรา 1620 คือไม่ได้ทำเลย หรือทำแล้วไร้ผล หรือจำหน่ายทรัพยืตามพินัยกรรมไปหมด
1699 พินัยกรรมไร้ผล
และมาตรา 1618 ผู้รับพินัยกรรมสละมรดก
เข้าห้องสอบนึกถึงสามมาตรานี้เป็นขั้นแรก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนาอันแท้จริงของเจ้ามรดกเสียก่อน ถามว่า ถ้ามีหลงเหลือทรัพย์มรดกเสียก่อน ดูเจ้ามรดกมีคู่สมรสหรือไม่ การจะดู ดูอย่างไร คือดูตามข้อเท็จจริง ว่า นาย ก เจ้ามรดกมีทรัพย์สิน ใช้คำนี้เราต้องดูทันทีว่านาย ก มีคู่สมรสหรือไม่ ถ้ามี ต้อง แบ่งสินส่วนตัวสินสมรสเสียก่อน หาทรัพย์มรดกเสียก่อน
แต่ดูให้ดีถ้าข้อสอบ บอกว่านาย ก เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกสองแสนบาท นั่นแสดงว่าต้องการตัดให้สั้นแล้ว แบ่งได้ทันที
แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะต้องแบ่งอย่างไร คำตอบ ตัวบท 1547 ก็ได้ ถ้าเป็นคู่สมรสไม่ชอบด้วยกฎหมายใช้ฏีกาเหล่านี้
524/2506
ผู้ตายมีภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วคนหนึ่งต่อมาได้ภริยาน้อยที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายมาอยู่ร่วมด้วยอีกคนหนึ่งดังนี้ ถือว่าภริยาน้อยเข้ามาอยู่ในครอบครัวของผู้ตายในฐานะเป็นบริวารหรือนางบำเรอ เท่านั้นจึงหามีสิทธิที่จะเข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของรวมในกองทรัพย์สินที่ได้ มาระหว่างผู้ตายกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่
การที่สามีเอาที่ดินอันเป็นสินบริคณห์โอนยกให้แก่บุตรโดยเสน่หานั้นเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ภริยาจะขอให้เพิกถอนไม่ได้

303//2499
ระหว่างเป็นผู้เยาว์โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมในห้องพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ขายห้องพิพาทนี้โดยจำเลยที่ 2 มิได้แสดงกรรมสิทธิรวมแต่ประการใดโจทก์ก็ได้ลงนามรับรองในหนังสือซื้อขาย นั้นด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกออกจากห้องพิพาทจนได้คืนห้องพิพาทมาโจทก์มิได้คัด ค้าน แสดงว่าโจทก์ได้จงใจและละเลยให้จำเลยที่ 1 แสดงตนเป็นเจ้าของห้องพิพาทมาตั้งแต่ต้น กระทำให้จำเลยที่ 1 หลงผิดว่าห้องพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ดังนั้น โจทก์จะอ้างสิทธิแห่งความเป็นผู้เยาว์ทำเพิกถอนการซื้อขายห้องพิพาทระหว่าง จำเลยทั้งสอง และขอให้ศาลสั่งว่าโจทก์มีกรรมสิทธิคนละครึ่งกับจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้

จดลงใน 1356 และ 1357 และ 1364
กรณีแรก ต้องเรียงลำดับทายาท ทั้งหกลำดับก่อน และ ลำดับแรกมีแล้วลำดับต่อไปก็รับไม่ได้
และ 1629 อนุมาตรา 1 ดูตัวบท 1636 เคยออกข้อสอบแล้ว เป็นเรื่อง สามีมีภริยาหลายคนเท่านั้น ถ้าภริยามีสามี หลายคนก็ไม่เข้า
เวลาแบ่งมรดกเรื่องนี้ทำอย่างไร คำตอบก็เอาภริยาไปแบ่งตามมาตรา 1635 แล้วไม่ต้องท่องให้ยาก 1635 ภริยามีสิทธิรับมรดกทุกกรณีเลย ยิ่งมีทายาทห่างชั้นไป ก็ยิ่งได้มาก
ส่วนการแบ่ง ต้องเอายอดทั้งหมด มารวมก่อน แล้วเอามาแบ่งส่วนกัน
ข้อสอบ คงไม่ออกแล้วหล่ะ 1636 แทบจะกากบาททิ้งไปได้เลย
จดฏีกา เผื่อใครสนใจ 489/2486
เป็นสามีภรรยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5แต่ตายจากกันเมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้วต้องแบ่งสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย แต่แบ่งมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6
ในชั้นฎีกาผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลเฉพาะในทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นฎีกา ไม่ต้องเสียในทุนทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้โจทก์แล้ว

821/2491
การแบ่งทรัพย์มรดก เมื่อเจ้ามรดกตายเมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 แล้ว ต้องแบ่งตาม มาตรา 1635 และ 1636
โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ศาลต้องแบ่งให้เพียงเท่าที่โจทก์มีสิทธิควรจะได้
คำว่า "กันส่วนไว้เพื่อทายาทอื่น" ตามที่มาตรา 1749 ห้ามไว้นั้น หมายความว่า กันไว้เพื่อทายาทนั้นมารับเอาไปได้ทีเดียว โดยมิต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ดังเช่นที่เคยปฏิบัติกันมาก่อนใช้ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 การแบ่งให้โจทก์เพียงเท่าที่โจทก์มีสิทธิควรจะได้ตามกฎหมายนั้น หาใช่เป็นการกันส่วนไว้เพื่อทายาทอื่นไม่

413/2506
มรดกหรือการแบ่งมรดกจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อบุคคลถึงแก่ความตายฉะนั้นเมื่อบุคคล ใดถึงแก่ความตายในขณะใช้กฎหมายใด ก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น
เป็นสามีภริยากันมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5-6แต่ตายจากกันภายหลังใช้ บรรพ 5-6 แล้ว ต้องแบ่งมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6

มีสามฏีกาวินิจฉัยโดยตรง
ต่อมาไม่ออกสอบนานแล้ว ฟังให้ดีเกี่ยวกับพระภิกษุ มีสามมาตราเท่านั้น ไม่ยาก 1622
24 แต่สอดแทรกออกสอบได้
สามมาตรานี้เพื่อความสะดวกในการอ่านหนังสือ ว่าพระภิกษุหมายถึงอะไรมีฏีกา บอกว่า นิกาย หินยาน ก็ไม่ทราบว่าแตกต่างกับนิกายอื่นตรงไหน
ก็ไปหาตำราเกี่ยวกับพระมา 504/2461
ข้อสอบออกมาเท่าที่เคยปรากฏก็มัดข้อเท็จจริงคือพระภิกษุในศาสนา
ก็แยกเป็นสองหัวข้อ
ดูมาตรา 1622 เป็นกรณีที่พระภิกษุเป็นเจ้ามรดก ใช้เฉพาะทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมไม่ใช่ในฐานะผู้รับ พินัยกรรม เขาต้องการให้พระสงบ ไม่ให้ไปเรียกร้อง คือไม่ฟ้อง ภาพมันน่าเกลียด เดินจีวรปลิวไปขึ้นศาล
แต่ถ้าอยากได้ก็สึกภายในหนึ่งปี ย้ำ มาตรา 1754
อะไรคือมรดกที่พระไม่มีสิทธิฟ้อง
จดไว้ที่มาตรา 1754 เพราะคดีมรดกต้องฟ้อง 1 ปี
3849/2541
บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลพ.ศ. 2489 นั้น หมายความว่าคดีแพ่งที่เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ว่าด้วยครอบครัวและมรดกของผู้นับถือศาสนาอิสลามอันเกิดขึ้นในศาล ของสี่จังหวัดดังกล่าว ให้ศาลใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทน ดังนั้น กรณีที่จะเป็นคดีต้องด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นคดีมรดกตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เสียก่อน คดีนี้เป็นเรื่องเจ้ามรดกยกที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นสิทธิแก่ จำเลยและจำเลยร่วมตั้งแต่เจ้ามรดกยังไม่ถึงแก่ความตาย การยกที่ดินพิพาทให้ดังกล่าวแม้จะทำตามหลักกฎหมายอิสลาม ที่เรียกว่าพิธีแฮร์เบอะ โดยทำพิธีอย่างถูกต้องที่บ้านโต๊ะอิหม่ามก็ตาม กรณีก็ไม่ใช่เรื่องมรดกเพราะเป็นเรื่องให้ระหว่างมีชีวิตอยู่ บทกฎหมายในเรื่องนี้จึงต้องใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับแก่คดี

3316/2542
คดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หมายความว่า คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ด้วยกัน ด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก จำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก และโจทก์ฟ้องคดี เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีจึงมิใช่ เรื่องโจทก์เรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตัดฟ้องโจทก์ได้

4095/2549
ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย..." คำว่า คดีมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกันด้วยเรื่องสิทธิ เรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของทายาทคือจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ บ. และโจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินจากจำเลยทั้งสองเพื่อ นำมาแบ่งปันแก่ทายาทของ บ. กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นกล่าวอ้างได้

ศาลฏีกาต้องมาแปลว่าอะไรคือคดีมรดก สรุปศาลฏีกาวินิจฉัยคดีมรดกดังนี้หมายถึงคดีที่วินิจฉัยว่าผู้นั้นมีสิทธิ รับมรดกหรือไม่
ผู้จัดการมรดกแบ่งไม่ถูก ควรได้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือ การฟ้องส่วนแบ่งมรดก ฉะนั้นถ้าแน่จริงต้องบวกด้วย มาตรา 1600 ด้วยเพราะอะไรคือ มรดก 1622 +1754+1600
ข้อสอบนี้เคยออกแต่นานแล้ว คือ พระ ก ได้รับมรดก ที่ดินแปลงหนึ่ง มีทายาทอีกคนมาบุกรุกจึงฟ้องขับไล่ อย่างนี้เข้า 1622 หรือไม่
เราก็ต้องย่อหน้า ว่า ปัญหาเบื้องต้น นั้น พระภิกษุฟ้องต้องการอะไร
เห็นว่าการฟ้องเพื่อขับไล่ออกจากที่พิพาท กรณีไม่ใช่การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหรือเรียกให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ถูก ต้อง จึงไม่ใช่คดีมรดก สามารถฟ้องได้
พระภิกษุมีสิทธิรับพินัยกรรม เหมือนกัน 1622 วรรค ท้ายคือคำตอบ
ตรงนี้ ที่มีปัญหาคือ กรณีพระภิกษุเป็นเจ้ามรดก ดูมาตรา 1623 ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณะเพศนั้นให้ตกเป็นสมบัติของ วัดนั้นที่เป็นภูมิลำเนา มีข้อยกเว้นคือได้จำหน่ายระหว่างมีชีวิต หรือโดยพินัยกรรม
1624 ทรัพย์ใดเป็นของบุคคลก่อน อุปสมบท ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นของวัดไม่ ให้ตกแก่ทายาทโดยธรรมหรือจะจำหน่ายก็ได้

คนตัวเล็ก
14 November 2009, 18:05
ครั้งที่ 6 . () w.8 26-06-09
ก็ค่อนข้างเครียดเพราะเวลาจำกัด 1457 กับ 1547 สองมาตรานี้สำคัญแต่ในเนื้อหาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การทำพินัยกรรม มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่อ 15 ปี อย่าไปจำผิดว่า 25 ปีนะครับ เพราะ 25 ปีมันทำนิติกรรมได้หมดแล้ว
การออกข้อสอบนักศึกษามักถามจริงๆ ว่าผู้ที่ออกข้อสอบขณะนี้มีอยู่หกคน เขาบอกว่าอย่างน้อยมาประชุมกันออกข้อสอบใช่หรือไม่ คำตอบไม่ใช่ ต่างคนต่างออกโดยลำพัง อีกห้าคนไม่รู้เลยว่าใครออกอะไรมาประกวด ถามว่าเอามากางนี้ไม่ใช่หกคนนี้เป็นคนเลือกจะมีกรรมการอีกสี่สิบคนมาเลือก บังเอิญตั้งแต่สมัย 51 เป็นต้นมา ( ของอาจารย์ได้รับเลือกเป็นต้นมา )
ที่อาจารย์เป็นห่วงอีกคือ สภาพของปัญหา นักศึกษาเปิดตัวบทมาตรา 185 มีคำถามว่าขัดกับมาตรา 1600 หรือไม่ ถ้าเราดูจะเห็นว่า ต้องคิด ว่า 185 เป็นเรื่องอะไร เป็นเรื่องเงื่อนไข คำว่าเงื่อนไขคืออะไร คือ 183 คือเงื่อนไขบังคับก่อนกับบังคับหลัง ยังไม่สำเร็จสิทธิหน้าที่มีอย่างไร ก็คือจำหน่าย จะรับมรดก จะจัดการป้องกัน รักษา แต่ประเด็นของเราอยู่ที่ข้อสองจะรับมรดก มาตรา 1600 บอกว่าได้แก่ทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่ ความรับผิดที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย
จดตัวอย่าง ไปดูสั้นๆ เขียวทำสัญญาจะขายบ้านให้ขาว โดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จเขียวและขาวมีสิทธิตามมาตรา 185 นักกฏหมายเรียกว่าสิทธิในความหวัง ถามว่าขาวผู้ซื้อถึงแก่ความตายสิทธิในความหวังของขาวจะตกแก่ทายาทของขาวหรือ ไม่ คำตอบตรงตาม 185 เป๊ะ คือย่อมมีสิทธิในความหวัง
สรุปแล้วไม่ขัดแต่อย่างใด
ปัญหาต่อไปมาตรา 1481
, 1533 , 1646 , 1083/2540 ย้ำฏีกาเด่น
ตัวอย่าง ก + ข คือจดทะเบียนสมรสโดยชอบ 1457 ไล่ภาพแล้วง่าย
ก มีเงินฝากในธนาคารสองแสนก่อนแต่งงาน ภาพเริ่มออกมาแล้วสองแสนเป็นอะไร เป็นสินส่วนตัว 147 1 ( 1 ) ข ไม่มีอะไรเลย ก กับ ข ตกลงกันเรื่องทรัพย์สิน ถามว่าสามีภริยาตกลงกันได้หรือไม่ ตอบ ได้ 1465
1468
ข้อต่อไปข้อที่ 4 ระหว่างสมรส นี่คือสภาพของข้อสอบเนฯตามให้ดี มีดอกผล สองหมื่นบาท เอ๊ะดอกผลเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส คำตอบมันผลิมาจากสองแสนก็ตาม แต่เป็นสินสมราส ( 1474 (3 )
ข้อ5. ก ทำพินัยกรรมเวลาข้อสอบออกมาเข้าไม่พูดอะไรอีกแปลว่าสมบูรณ์ไม่ต้องพิจารณา อะไรอีก ให้ นายหนึ่งสองแสนบาทเต็มอัตราเลย บวก ด้วย สองหมื่นบาทที่เป็นดอกผล ถามว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีผลแค่ไหนเพียงไร ทำสองแสนบวกด้วยสองหมื่น สองแสนทำได้หรือไม่ ตอบ ทำได้เพราะมันเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเอง มาตรา 1646 และดอกเบี้ยทำได้ใหม่ทั้งสองหมื่น ตอบทำไม่ได้ขัดกับ 1481 เค้าทำได้เพียงหนึ่งหมื่นบาท
ถามว่าพินัยกรรมฉบับนี้เป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบดู 1703
1705 เท่านั้น คำตอบไม่เป็นโมฆะ หนึ่งรับทรัพย์ได้ทั้งหมด สองแสนหนึ่งหมื่นบาท
หลังจาก ก ตายเรียบร้อย ข ผู้เป็นเมียก็ ทำพินัยกรรมบ้าง หนึ่งหมื่นบาทส่วนนั้นให้ นาย สอง ตั้งใจ 1657 เปิดดู
เพราะมันมีฏีกาใหม่เอี่ยม 2102/2551 เป็นฏีกาใหม่เอี่ยมที่อธิบายการทำพินัยกรรม 1656 -57 ไว้ชัดใครมองข้ามก็แย่จริงๆ
มาตรา 1657 ตัวบทบอกว่าต้องเขียนเองขีดเส้นไว้ ว่าเขียนเอง แต่ เขียนหนังสือไม่รู้ภาษาคนเขียนอ่านยากเลยพิมพ์เองทั้งหมดยกเงิน หนึ่งหมื่นบาทให้ นายสอง ถามว่า นายสองรับเงินตามพินัยกรรมหนึ่งหมื่นบาทได้หรือไม่ แค่ไหนเพียงไร โยง 1705 พินัยกรรมเป็นโมฆะ นายสอง รับเงินหนึ่งหมื่นไม่ได้
ข้อต่อไป เงินหนึ่งหมื่นบาทนั้นทำอย่างไร เวลาตอบ ต้องขึ้นบรรทัดใหม่ ไหน ที่เคยย้ำจริงๆมาตราอะไร 1620 คือคำตอบ เดียวพูดวันนี้ละเอียด 1620 ต้องคู่กับ 1699 ต้องคู่กัน คือไม่เชิงคู่มันไปในทางเดียวกัน ว่า ใช้ในเรื่องอะไร
ในกรณีตัวอย่างเช่นนี้เงินหนึ่งหมื่นบาทต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ข
ระดับเนฯมันมีเรื่องหลอกสะบัดเลย ถ้าถามว่า ก ของ ข รับมรดกของ ขได้หรือไม่ เพราะสามีเป็นคู่สมรส กำลังหลอกเข้าป่า 1629 วรรค สอง
ถ้าคนไม่หลงจะเห็นว่าขณะนั้น ก ตายหรือยัง ตายก่อนไปแล้ว ไม่มีสภาพบุคคลที่จะรับมรดก โยงอย่างนี้คำตอบอยู่ที่ 1604 ก ไม่มีสภาพบุคคลที่จะรับมรดกของ ข ได้ อย่ามอบข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ เก็บทุกเม็ด ทุกคะแนน
1083/2540 เวลาอ่านๆ เข้าไปในเนื้อหาไม่ใช่ไปดูธงคำตอบ ข้อเท็จจริงมันไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ เรื่องจริงที่วินิจฉํยพูด 1481 โดยเฉพาะเลยว่า สามีภริยา ไม่มีอำนาจยกสินสมรสเกินกว่าส่วนตนให้แก่บุคคลใดได้ แม้จะตกลงยินยอมกันก็ตาม
เขาอธิบายชัด 1481 ดูตัวอย่างต่อไป จบ
1620 เป็นการวินิจฉัย 1620 1653 1656
ก ทำพินัยกรรมให้หนึ่ง 1 แสนบาท ให้ สอง สองแสนบาท ข้อที่สอง พินัยกรรมฉบับนี้ทำแบบ 1656 แบบทั่วๆไป
คำถามแรกคือพินัยกรรมนี้สมบูรณ์หรือไม่คำตอบ 1656 เป๊ะ
เปิด 1653 วรรค 1
ผู้เขียน 1656 คนทั่วๆไปเขาพิมพ์ทั้งนั้น คำตอบ จดไปเป็นฏีกา คำว่าผู้เขียนนั้นรวมทั้งผู้พิมพ์ด้วย
นายสองก็ไม่ได้เป็นพยานไม่ได้รู้เห็นด้วยเลย หนึ่งคนเดียวเป็นพยาน และก็มีคนอื่นร่วมด้วย สองไม่ได้เซ็นต์ย้ำ พินัยกรรมไม่ได้เป็นโมฆะ ต้องห้าม 1653 วรรค 1 สองรับได้หรือไม่ คำตอบไม่มีอะไรห้าม สองรับมรดกสองแสนได้
มรดกที่ทำพินัยกรรมให้หนึ่ง หนึ่งแสนบาทไปไหนเพราะหนึ่งรับไม่ได้คำตอบใช้ 1620 แบ่งแก่ทายาทโดยธรรมของหนึ่งต่อไป นักศึกษาจดมาตรา 1699 ไว้นิดหนึ่ง โดยเฉพาะท่านที่จะสอบผู้ช่วย เพราะ 1620 คล้าย 1699
พินัยกรรมหมายถึงอะไรหมายถึงภาพพินัยกรรม เด็กอายุ 14 มาทำ พินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทั้งฉบับเลย แต่ถ้าเป็นข้อกำหนดหมายความว่าพินัยกรรมนั้นแยกออกเป็นส่วนๆ 1 ได้รับหนึ่งแสน สองได้รับสองแสน อันนี้แยกออกเป็นส่วนๆ พินัยกรรมส่วนของหนึ่งเสียไปเพราไปลงชื่อเป็นพยาน
ถามว่าไร้ผลคือมาตราอะไรบ้าง จดลงไปเผื่อคนอื่นออกข้อสอบ ไร้ผล
1.ผู้ทำพินัยกรรมตายพร้อมผู้รับพินัยกรรมข้อสอบนี้ไม่มีทางออก ยากที่จะพิสูจน์ข้ามไม่ออก
2.มาตรา 1690
1698
กาดอกจันทร์มาตรา 1698 เนฯรุ่น 61 ออกไปแล้ว ข้อกำหนดพินัยกรรมตกไป
3.มาตรา 1605 ผู้รับพินัยกรรมลักษณะทั่วไป ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดก
4.ถูกกำจัดตามมาตรา 1606 และ ผู้รับพินัยกรรมที่ถูกกำจัด ไม่มีผู้สืบสิทธิ มาตรา 1607
5.พินัยกรรมถูกเพิกถอน ๆ 1708 1709 และ ข้อสุดท้าย ข้อกำหนดพินัยกรรมไร้ผล เพราะ 1679 วรรค 3
คำว่าผู้สืบสันดานมีกี่ประเภท 1629 (1 )
1547 ระวังให้ดีมีการแก้ไข บิดามารดาได้สมรสกัน หรือ ได้จดทะเบียนรับรองว่าเป้นบุตร มีผลคำตอบ เดิม เน้นของเดิม นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด
แต่ปัจจุบันมีผลตั้งแต่เด็กเกิด 1547 ต้องระวัง 210/2494 หรือ 95 จำไม่ได้
ประการที่สาม 1627 แยกเป็นสามประเภท
ต้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ บุตรบุญธรรมก็ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน มีสิทธิรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้
วันนี้ขอเติมอีกนิด คือ 1598/27 ว่าต้องเกิดขึ้นจากการจดทะเบียนเท่านั้นอย่างอื่นใช้ไม่ได้
1884/2497 จดไว้ที่หน้าตัวบทเลย
ฏีกานี้วินิจฉัยว่าผู้รับบุตรบุญธรรมอายุยังไม่ครบ 25 ปี การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมยังไม่สมบูรณ์แม้ต่อมาผู้รับบุตรบุญธรรมจะมีอายุ ครบในภายหลังก็ตาม
เรื่องที่สองดูเรื่องการเลิกรับบุตรบุญธรรม เกี่ยวกับ 1598/37
1598/31
1598/32
1598/33
มาตรา 1598/31 การเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้วจะเลิกโดยความตกลงกันในระหว่างผู้รับบุตร บุญธรรมกับบุตรบุญธรรมเมื่อใดก็ได้
ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา และให้นำมาตรา 1598/20 และมาตรา 1598/21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1598/21 วรรคสอง มาตรา 1598/22 มาตรา1598/23 มาตรา 1598/24 หรือมาตรา 1598/26 วรรคสอง ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมให้กระทำได้ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลโดยคำร้องขอของผู้มี ส่วนได้เสียหรืออัยการ
การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย

มาตรา 1598/32 การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็นอันยกเลิกเมื่อมีการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1451

มาตรา 1598/33 คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมนั้นเมื่อ
(1) ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่เป็นเหตุให้อีกฝ่าย หนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(2) ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง อันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(3) ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่าย หนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้น เป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้

(4) ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(5) ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(6) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(7) ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(8) ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดและเหตุที่ถูก ถอนอำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

“(9) ...................(ยกเลิก).....................

ถ้าเลิกแล้วกลับไปที่บิดามารดาเดิมได้ ดูต่อไปที่ 1598/37 แก้ ว่า ถ้าผู้รับบุตรบุญธรรมตาย ตรงนี้คือจุดสำคัญที่น่าออกข้อสอบใหม่เอี่ยม สมัยก่อนไม่กลับ ๆเฉพาะเลิกรับบุตรบุญธรรมเท่านั้นย้ำ มีฏีกาเยอะเลย กลับทันทีเลยโดยมีข้อแม้ว่าบุตรบุญธรรมต้องเป็นผู้เยาว์
เปิด 1652 มาคู่กับ 1653 ขออนุญาตอธิบายกระโดด ทำพินัยกรรมให้ผู้ปกครองได้ไหม คำตอบไม่ได้ ใช่ไหมครับทำไม่ได้ ก็เลยมาดึง 1598/37 ถ้าเกิด ผู้รับบุตรบุญธรรมตายอำนาจปกครองกลับไปที่พ่อแม่ตามเดิมไม่ขัด 1652 นี่คือวิธีการโยง
1652 ผู้ปกครองคือใคร บุตรบุญธรรมทำให้ไม่ได้ ข้อ 3 ดู ตัวบท 1598/37 ให้ระวัง
349/2540 มาใช้วินิจฉัย ไม่ได้อีกแล้ว 407/2495 ก็นำมาใช้ได้ไม่ได้อีกแล้ว
จบ 1629 (1 ) ดูบิดามารดา 1629 ( 2 ) ตอนนี้บรรยายง่ายแล้ว หลักข้อ 1 บิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีสิทธิรับของบุตร
1627 คำตอบ
แต่ถ้าเป็นมารดาไม่มีปัญหา 1546 ถือว่าชอบด้วยกฎหมายของบุตรเสมอ มาถึงตัวนี้
นักศึกษาดู 1629 ( 3 ) คำว่าพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคำถามตามตัวบทนี้มีอยู่อย่างไร
คำตอบ 4828/2529 วินิจฉัยว่าให้ถือตามความเป็นจริง
ฏีกาอันนี้อยากให้จดภาพ ดูแล้วเข้าใจยาก ย่อสั้นๆดังนี้ บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
เราต้องเข้าใจประเด็นก่อนว่าบิดามารดาไม่ได้สมรสกัน ข้อที่ 1 โจทก์มีสองคน จ ทั้งสอง เป็นพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน กับนายเชาวลิต ( ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสองคน ) ข้อสอง บิดามารดาตายหมด ข้อที่สาม นายเชาวลิตก็ไม่มีบุตร วันดีคืนดี นายเชาวลิตถูกจำเลยขับรถชนตาย นึกออกไหมที่มาใหม่จริงๆ มาตรา 433 กำลังมีเรื่องมีราวก็มีการจัดการงานศพ เขาจัดการงานศพไปแล้วถามว่า เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องเรียกค่าปลงศพได้หรือไม่ สามพี่น้องไม่ได้เกี่ยวกับการมรดกของบิดาเลย ประเด็นคือไปจัดการงานศพไปเรียกร้องจากผู้ทำละเมิด ศาลบอกว่าถือว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดาและมารดากันจึงมีอำนาจฟ้อง
ก กับ ข อยู่กินกันฉันท์ผัวเมีย มีบุตร คือ 1 กับ 2 แน่นอน 1 กับ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมาย ก รับรองหนึ่งเป็นลูก เข้า 1627 ทุกประการ ย้ำ เป็นผู้สืบสันดานไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนสองคิดว่าเป็นลูกชู้ ถ้า ก มีมรดกหนึ่งแสนบาท ก กับ ข ขับรถตกเหวตาย ใครได้มรดก
ก็ตอบว่าเฉพาะหนึ่ง คนเดียวเพราะเป็นผุ้สืบสันดาน สองหล่ะรับได้ไม๊ก็ไม่ได้สักบาท
ถ้าเกิดออกข้อสอบมาตัวใครตัวมัน อะไรที่เป็นข้อสอบตอบง่าย น่าเขื่อถือกว่า
มาดูข้อต่อไป 1629 ( 4 ) ก็เหมือนกันอีกแล้ว 2742/2545
ผู้ร้องเป็นน้องของผู้ตาย ผู้ตายเป็นเจ้ามรดก ผู้ร้องกับผู้ตายเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ พ่อแม่ของพ่อผู้ร้องก็ตายหมด ถามว่า ผู้ร้องจะมีสิทธิรับมรดกได้หรือไม่
ถ้าผู้คัดค้านขอรับมรดกแทนที่ ศาลฏีกาบอกว่าไม่ได้ จดไว้นิดหนึ่งคราวหน้าอธิบาย
ดู 1629 ( 5 ) มาอันสุดท้ายที่น่ามีปัญหา 1629 วรรคสอง คู่สมรสก็เป็นทายามโดยธรรมอันนี้ก็อธิยายไปแล้วถือ 1547 เป็นหลัก
มาถึงการเป็นทายาทโดยธรรมประเภท 1639 -1645 และเคยย้ำนักย้ำหนาว่าการรับมรดกแทนที่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งโดย เฉพาะ 1642 กับ 1643 ผู้สืบสันดานโดยตรงตัวหลักการรับมรดกแทนที่กัน ความจริงพุดบ่อย บุคคลซึ่งจะเป็นทายาท ระบุด้วยว่า 1627 ( 1 ) ผู้สืบสันดาน ( 2 ) หายไป ( 5 ) หายไป
หมายถึงการเข้าไปรับมรดกแทนทายาทโดยธรรม ไม่ใช่ในฐานะผู้รับพินัยกรรม
คำตอบอยู่ที่ 1643 เขาบอกว่าผู้สืบสันดานโดยตรงของหนึ่งเข้ารับมรดกแทนที่ได้นั่นหมายถึงว่า
1 ได้รับเท่าไหร่ 2 ก็ได้รับเท่านั้น
จุดทีเป็นประเด็น อะไรคือผู้สืบสันดานโดยตรง คล้ายๆ 1615 ใช้บ่อย วิธีจำง่ายๆ ผู้ที่รับมรดกแทนที่ต้องเป็นสายเลือดจริงๆของเจ้ามรดก
ถามต่อไปว่าถ้า ไม่ใช่สายเลือดเช่นเป็นบุตรบุญธรรมของบุตร อันนี้ไม่ใช่
บุตรของบุตรบุญธรรมรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่ ตอบเป็นเพราะ ก็เป็นสายเลือดของ บุตรบุญธรรม ระวัง เข้าห้องสอบจะวังเวง คำว่าตายในที่นี้ มีกี่ประเภท หัวใจหยุดเต้นสมองหยุดสั่งการ สาบสูญ เข้าความหมาย 1639 หรือไม่ รวม
ระวัง 1639 จดไว้
ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกด้วย ย้ำ มีอยู่สองมาตรา 1605 ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก เกิด ก่อนหรือหลังเจ้ามรดกตาย
เพราะ 1639 ต้องเกิดก่อนเจ้ามรดกตาย เราจะได้แคบในการดูหนังสือ
แสดงความคิดเห็น